วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559

ตอนที่ 9 : มังกรผยอง

คืนก่อนสอบทุกคนดูตื่นเต้นมาก ส่วนผมชิลๆ เพราะไม่ได้คิดอะไรมากอยู่แล้ว และด้วยความเป็นที่ 1 ของค่าย ผมก็คิดว่าถ้าความรู้ผมอยู่ในเกณฑ์ระดับนี้ อย่างน้อยก็น่าจะติด 1 ใน 500 คน ในรอบแรก

ผมยังโทรหาดาว และขอกำลังใจจากเธอ คุยเล่นกันเป็นชั่วโมง ๆ โดยไม่สนว่าเพื่อนคนอื่นจะอ่านหนังสืออย่างหนักหน่วงมากแค่ไหน

ผมง่วงและผมก็นอน ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่านั้น เพราะตั้งแต่เด็กผมคิดอยู่เสมอว่าการอ่านหนังสือสอบแข่ง ก่อนวันสอบเพียงวันเดียว มันไม่ได้อะไร ไปมากกว่า ความปวดหัวของเช้าอีกวัน...

พวกผมตื่นตั้งแต่ ตี 4 อาบน้ำแปรงฟันและขึ้นรถ เพื่อที่จะไปสนามสอบในกรุงเทพ ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้หวังอะไรมาก แต่ด้วยปณิธานเดิมที่อยากรู้ว่าผมเป็นที่เท่าไหร่ในโลกกว้างใหญ่ใบนี้ นั่นทำให้เลือดในกายผมยังคงสูบฉีดแรง

ผมนอนหลับบนรถ เพราะจากนครนายก - กรุงเทพฯ ค่อนข้างที่จะใช้เวลาพอสมควร

พวกผมถึงสนามสอบ เป็นเวลา 8 โมง นิด ๆ แต่เวลาสอบจริง คือตอนบ่าย

เมื่อรถหยุด ในขณะที่ผมกำลังก้าวเท้าลงจากรถ ความรู้สึกของผมในตอนนี้เหมือนผู้พันมัวร์ กำลังก้าวลงจากเฮลิคอปเตอร์เพื่อลงไปยังสมรภูมิรบ เหมือนพระเอกสปาตาคัส ที่กำลังรออยู่ในลานฝึก เหมือนโงกุน ที่ไปศึกชิงเจ้ายุทธภาพครั้งแรก
เพราะภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือนักเรียนชายจาก โรงเรียนต่าง ๆ เดินกันให้ว่อน โดยเฉพาะค่ายติวใหญ่ๆ ที่มักจะมีเสื้อค่ายเอามาใส่ข่มคนอื่น และมักจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่เดินกันเป็นพรวนดูน่าเกรงขาม

หัวใจของผมเต้นแรงกว่าเดิม เมื่อได้เจอหน้าคู่แข่งที่มาจากทั่วประเทศ!

สนามสอบนายร้อย มันคือสนามวัดระดับมันสมองเด็กนักเรียนชายเลือดร้อน อย่างแท้จริง!

สิ่งหนึ่งที่ต้องตระหนักก็คือ แม้แต่เพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน แต่เมื่ออยู่บนสนามสอบ ต่างก็ต้องเป็นคู่แข่งกัน แต่ถึงอย่างนั้นที่ผ่านมาผมก็ไม่เคยกั๊กเพื่อน ถามอะไรตอบหมด เพราะสิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อก็คือ สุดท้ายแล้วพระเจ้าก็ไม่ได้ประทานพรสวรรค์ให้กับทุกคน บางคนสอนสิบครั้งถึงเข้าใจ แต่บางคนสอนครั้งเดียวก็เข้าใจแล้ว

แต่ใช่ว่าพระเจ้าจะลำเอียงที่ส่งพรสวรรค์ของคนเรามาไม่เท่ากัน แต่ท่านยังมอบสิ่งหนึ่งให้กับผู้ที่ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต

สิ่งนั้นก็คือ "ความพยายาม"

และอย่าถามหาสิ่งนั้นจากผม... เพราะมันไม่มี! (ฮ่าๆๆๆ)

สิ่งหนึ่งที่ผมได้พบหลังจากที่เดินเล่นโดยรอบสถานที่สอบสักพัก เนื่องจากกว่าจะสอบก็บ่าย

ผมมักจะเห็นพวกที่มี "ความพยายาม" อย่างแท้จริง เป็นประมาณ 10-20 % พวกนี้จะนั่ง อ่านหนังสือเงียบๆ ในขณะที่ อีก 50-60% เดินเล่นหาอะไรกิน ทำอะไรเกรียนๆ หรือไม่ก็จับกลุ่มคุยกันอย่างไร้สาระ พวกที่มีความพยายามพวกนี้นี่แหละน่ากลัว พวกนี้คือ คนที่มาสอบเพื่อที่ต้องการที่จะเป็นอย่างจริงจัง มีเป้าหมายและความฝันอย่างชัดเจน
และที่น่ากลัวกว่าพวกนี้ คือพวกที่มี "พรสวรรค์ + พยายาม" ไอ้พวกนี่แหละ คือ 1% จากที่เจอ

ถามว่าผมรู้ได้อย่างไร? ก็เพราะว่าพวกนี้มันเป็นพวกนั่งสอน ไอ้ 10 - 20% นั้นนะซิ! ออร่าของพวกนี้มันแตกต่างไปจากคนอื่นมาก เพียงแค่มองด้วยตาเปล่าคุณก็สามารถรับรู้ได้ถึงความพิเศษได้ เพื่อนในบริเวณโดยรอบ จะอ่านหนังสือหันหน้าไปทางพวกนี้โดยไม่ได้นัดหมาย ราวกับมันเป็นศาสดาแห่งการติว ที่เพื่อนในค่ายทุกคนต้องพึ่งพามันก็ไม่ปาน

เจ้าพวก 1 % นี้แหละ คือ หนึ่งในร้อยอย่างแท้จริง!

ตอนที่ 8 : นายร้อยตัวเป็นๆ(4)

"ตื่นๆ ไอ้กล้าตื่น!"
ผมได้ยินเสียงเรียกของใครคนหนึ่งปลุกผมขึ้นมาจากฝัน
แสงจากหลอดไฟเพดานกระทบบนใบหน้าผม แสงของมันแรงเกินกว่าที่จะทำให้ผมลืมตาขึ้นมาในทันที
ผมคว้าผ้าห่มของผมพลิกตัวพร้อมกับเอามันมาบังหน้าของผมไว้ไม่ให้โดนแสง
"ปลุกบ้าอะไรตอนนี้ คนจะนอน..." ผมพึมพำ
สักพักเหมือนมีมืออันหยาบกร้านจับเข้าที่แขนของผมและดึงผมอย่างแรงขึ้นมาจากที่นอน
ผมตกใจลืมตาตื่นขึ้น เมื่อได้สติก็พบว่าพี่โจ้เป็นคนที่ดึงตัวผมขึ้นมานั่นเอง
และที่หนักกว่านั้นคือผมเป็นคนสุดท้าย...
เพื่อนทุกคนรวมตัวกันที่กลางห้อง ยืนรอผมเพียงคนเดียว ผมงุนงงเล็กน้อยว่ามันเกิดอะไรขึ้น
"ทั้งหมดหมอบ!" พี่โจ้สั่งเสียงดัง ผมไม่รู้ว่าเวลานี้เป็นเวลาเท่าไหร่ แล้วตะโกนดังขนาดนี้จะรบกวนชาวบ้านเขาไหม แต่ตอนนี้คนทั้ง หมดเกือบ 30 ชีวิต กระจายกันหมอบบนที่ฟูกที่นอนทั่วห้อง บ้างทับกันบ้าง ถีบกันโดยไม่ตั้งใจบ้าง เนื่องจากห้องมันแคบ
และกิจกรรมแปลกๆ ก็ได้เริ่มต้นขึ้น...
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ทำกิจกรรมอะไรแบบนี้จะเรียกว่ารับน้องก็ไม่ใช่ จะเรียกว่าการทารุณกรรมก็ไม่ใช่ เพราะมีหลาย ๆ อย่างที่ยังทำให้พวกผมหัวเราะกันได้อยู่
พวกผมเล่นเกมที่เขาว่ากันว่ามีแต่โรงเรียนนายร้อยเขาเล่น เพราะมันเป็นเกมกิจกรรมชาวค่ายเกรียนๆ และเกินคำบรรยายไปหน่อยสำหรับเด็กมัธยมทั่วไปที่ผู้ปกครองรักและหวงแหน ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากเสือ มังกรลอดถ้ำ และอื่นๆ ที่เรียกเหงื่อตอน ตี 1 ตี 2 ได้เป็นอย่างดี 
และอย่างสุดท้าย พี่โจ้และพี่จอห์น นำเอาถังน้ำใบใหญ่ๆ ที่บรรจุไปด้วยลอดช่องสิงคโปร์เย็น ๆ มาให้ พวกผมตาลุกวาว อย่างน้อยเหนื่อยแล้ว ก็ยังมีลอดช่องให้กินละวะ
"นี่คือน้ำร่วมสาบาน..." พี่โจ้พูดขึ้นพร้อมชูถังขึ้นเหนือหัว 
พวกผมงงว่าน้ำร่วมสาบานคืออะไร แต่ก่อนที่จะได้ยกมือถาม พี่โจ้ บ้วนน้ำลายลงไป อึกหนึ่ง และส่งต่อ
อ่า....
ทุกคนรู้ด้วยสามัญสำนึกของตัวเองแล้วว่าน้ำร่วมสาบานมันคือออะไร
ผมพะอืดพะอมเล็กน้อย เกิดมาพึ่งเคยจะกินน้ำลายคนอื่นด้วยกัน 
ผมรับถังนั้นมา จ้องมองลงไปในถัง ที่เต็มไปด้วยลอดช่องและน้ำกะทิ บวกกับน้ำลายอีกหน่อย 
ผมคิดในใจว่า ก็ยังดีหละนะที่น้ำกะทิกับน้ำลายผสมกันแล้ว มันดูไม่ค่อยออก
ผมถุยน้ำลายลงไป เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ทำและส่งต่อ เมื่อมันวนกลับไปครบยังพี่โจ้ 
พี่โจ้ยกขึ้น พร้อมกับกระดกมันลงไป
"ต่อจากนี้เราเป็นพี่น้องกัน ไม่ว่าจะเจอกันที่ไหน มีเรื่องอะไร ให้เข้ามาหาพี่ มาคุยกับพี่ ไม่ต้องกลัว"
พี่โจ้ส่งต่อให้พี่จอห์น พี่จอห์นกระดกไปอึกใหญ่เหมือนกัน และส่งต่อคนอื่นๆ ไปเรื่อยๆ
ถังนั้นมันวนมาที่ผมอีกครั้ง
ผมจ้องมองมัน...
ลอดช่องน้ำกะทิที่มีน้ำลายกว่า 30 คนผสมอยู่...
เพื่อนทำได้กูก็ทำได้วะ!
ผมกระดกมันลงไป... รสชาติมันก็ไม่ได้แตกต่างจากลอดช่องทั่วไปหรอก ถ้าไม่บอกว่ามีน้ำลายก็คงไม่รู้
ผมส่งต่อให้เพื่อน และเพื่อนส่งต่อไปเรื่อยจนถึงคนสุดท้าย คนสุดท้ายนี่รับหนักสุด เพราะกฎมีอยู่ว่าคนสุดท้ายต้องหมด
กิจกรรมจบลงด้วยน้ำร่วมสาบาน พี่โจ้สั่งให้ทุกคนนอน ซึ่งถึงแม้ว่าแกไม่สั่งพวกผมก็คงนอนอยู่แล้วเพราะในตอนเช้าก็ต้องมีเรียนอีก 
ก่อนนอนผมไปเข้าห้องน้ำ แปรงฟัน ล้างลิ้นอยู่หลายรอบ ผมอาจจะไม่ใช่ลูกคุณหนู แต่เกิดมาก็ยังไม่เคยทำอะไรแบบนี้... 
ให้ตายเถอะ ฮ่าๆ 


ตอนที่ 7 : นายร้อยตัวเป็นๆ(3)

ผมตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่พร้อมกับอาการปวดเมื่อยไปทั้งตัว ผมไม่นึกเลยว่าการออกกำลังกายเมื่อวานจะทำให้ผมบาดเจ็บได้ถึงขนาดนี้ เพื่อนผมหลายคนเดินขากะเผลกลงมาจากบันได พอมาอยู่รวมๆกันเยอะๆเข้า ก็ไม่ต่างอะไรไปกับพวกเหล่าซอมบี้
"ภาวนาให้เย็นนี้ไม่เจอคาบพละกับพี่โจ้พี่จอห์นวะ กูไม่ไหวแล้วปวดตัวมาก" เพื่อนผมคนหนึ่งพูดขึ้นระหว่างรออาบน้ำ ซึ่งห้องน้ำมีห้องเดียวในชั้นล่าง ส่วนชั้นบนคนจองต่อคิวกันเยอะแล้ว
"นั่นซิวะ มันโหดเกินไปวะ ดูดิขาเขอกูพังหมดแล้ว เดินยังกับซอมบี้ ขึ้นบันไดทีแทบคลาน" เพื่อนอีกคนเสริม
หลังจากนั้นก็เสริมกันรัวๆ ต่างคนต่างเมาท์นินทาพี่โจ้และพี่จอห์นไปเรื่อย ระหว่างรออาบน้ำ เพื่อนคนหนึ่งทนไม่ไหวจึงไปเคาะประตูถาม
"เห้ย มึงใครวะ!? อาบน้ำนานชิบหาย คนเขารออยู่นะโว้ย!"
...
คนในห้องน้ำรีบเก็บของและเสียงปลดล็อคกลอนที่เหมือนเสียงสวรรค์ของพวกผมก็ได้ดังขึ้น
ประตูสวรรค์ค่อยๆเปิดออก...แต่ทว่าคนที่ก้าวออกมาจากประตูนั้นกลับกลายเป็นพญามัจจุราช
"ชิบหายละมึง!"
พวกผมอุทานกันเบาๆ บุคคลที่อยู่ตรงหน้าคือพี่โจ้ที่พวกผมนินทากันอย่างสนุกปากไปเมื่อสักครู่
"เย็นนี้พวกคุณเจอผมเหมือนเดิมไม่ต้องห่วง"
พี่โจ้กล่าวสั้นๆ แต่นั่นทำให้พวกผมถึงกลับสะท้าน ใจพวกผมหล่นไปถึงตาตุ่ม หายนะกำลังมาเยือนชาวค่าย  แกเช็ดผมที่ยังเปียกอยู่ กวาดสายตามองพวกผมทุกคนและเดินออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เย็นวันนั้นพวกผมมีรถมารับพิเศษของทางค่ายเพื่อที่จะไปเยี่ยมชมโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า(จปร.) หรือโรงเรียนของเหล่าทหารบก และหลังจากเที่ยวชมโรงเรียนนายร้อยเสร็จก็จะมีคาบพละบริเวณภายในสนามกีฬาด้วย
ผมรีบวิ่งขึ้นไปที่รถบัสขนาดเล็กเลือกที่นั่งเหมาะๆก่อนเป็นคนแรกถึงแม้ว่ารถจะดูเก่าๆและไม่มีแอร์ แต่การได้นั่งกินลมเย็นๆนี่แหละฟินที่สุด!
ทุกคนมาขึ้นมานั่งกันครบ ต่างก็มีแต่เสียงหัวเราะและความตื่นเต้นที่จะได้ไปเยี่ยมชมโรงเรียนนายร้อยที่ทุกคนใฝ่ฝั่น เสียงของพวกผมดังลั่นไปทั่วรถ
จนเขาคนนั้นเดินเข้ามา...
พญามัจจุราช ตนเดิมย่างกรายขึ้นมาบนรถ ความเงียบแบบที่คนโบราณเรียกว่า "ผีผ่าน" ได้บังเกิดขึ้นในขณะนั้น ทุกสายตามองไปยังเขา
"วันนี้จะพาไปเที่ยวชมภายในโรงเรียนนายร้อยจปร. ขอให้ทุกคนปฎิบัติตัวอยู่ในความสำรวม" พี่โจ้พูดขึ้น พร้อมกับที่พี่จอห์นเดินขึ้นมา
รถเริ่มเคลื่อนออกจากค่ายติว ผมไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ที่จะถึงโรงเรียนนายร้อยจปร. แต่การได้ออกมาสูดอากาศชีวิตข้างนอกบ้าง มันก็ทำให้ผมได้ใช้ชีวิตที่ไม่จำเจ
และชีวิตที่ไม่จำเจของผมก็เริ่มขึ้น...
"ทั้งหมดฉาก!" พี๋โจ้ออกคำสั่งด้วยเสียงอันดัง ในขณะที่รถพึ่งเคลื่อนออกไปได้ยังไม่ทันพ้นปากซอย
ผมงงกับคำสั่งไม่เข้าใจคำว่า "ฉาก" คืออะไร แต่มีเพื่อนผมบางคนที่เข้าใจก็ทำท่า "ฉาก" ตามที่พี่โจ้สั่ง
"ไม่เข้าใจคำสั่งฉากกันรึไง?"
ก็ใช่นะซิ! ใครจะไปรู้ละครับ... เกิดมาเพิ่งเคยได้ยินคำสั่งนี้เป็นครั้งแรก
พี่โจ้นำเพื่อนที่เข้าใจออกมาแสดงท่าทางให้ดูหน้ารถ การฉาก หรือที่ให้เรียกเต็มๆก็คือการขัดฉาก โดยการเอาท่อนแขนสองข้างมาซ้อนทับกันโดยเอาท่อนแขนขวาทับท่อนแขนซ้าย ปลายนิ้วมืออยู่บริเวณข้อศอกของทั้ง 2 ข้าง ตั้งอยู่บริเวณแนวหัวไหล่ ห่างจากลำตัวเล็กน้อย และเมื่อได้ยินคำสั่งว่า "ฉาก"  ก็ให้ยกท่อนแขนขวาในลักษณะฉากทำมุม 90 องศากับท่อนแขนซ้าย ขึ้นมาพร้อมกับตบลงไปให้เกิดเสียง เมื่อทำกันอย่างพร้อมเพรียงกันความรู้สึกของการเป็นทหารเกณฑ์ก็เริ่มเข้ามาอยู่ในหัวสมอง
นี่มันค่ายกักกันชัดๆ!
พี่โจ้ให้พวกผมนั่งฉากไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงโรงเรียนนายร้อยจปร. ซึ่งมันใช้เวลาที่นานพอสมควร เล่นเอาแขนทั้ง 2 ข้างของผมปวดระบมไม่น้อย ใครเล่าจะคิดว่าท่าง่ายๆแค่นี้ ทำค้างไว้นานๆ เมื่อยเป็นบ้า! หลายคนรวมทั้งผมแอบด่าพี่โจ้ในใจ การถูกบังคับทำในสิ่งที่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำตามนี่มันช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
แต่ก็แปลก ที่พวกเราก็ทำตาม...
 รถเคลื่อนตัวจนมาถึงเป้าหมาย "โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า" สถานที่แห่งนี้นี่มันกว้างใหญ่เสียจริงๆ มองไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา ก็ยังเป็นเขตของโรงเรียนนายร้อย แถมไม่พอยังมีภูเขาเป็นแบคกราวน์ด้วยซ้ำ
หรือจะให้พูดง่ายๆก็คือ "ภูเขาทั้งลูกเป็นของโรงเรียนนายร้อย"
"ว้าววววววว" ผมและเพื่อนหลายคนร้องเป็นเสียงเดียวกัน
ที่แห่งนี้มันทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าเราหลุดเข้าไปในโลกอีกแห่งหนึ่ง มันกว้างใหญ่ อลังการ และมีมนต์สเน่ห์ โดยเฉพาะลานหน้าพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ที่ทำให้เรารู้สึกว่าโรงเรียนแห่งนี้มันยิ่งใหญ่จริงๆ
พี่โจ้และพี่จอห์นพาเข้าไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิภายในโรงเรียน เมื่อสักการะขอพรกันเสร็จ ก็พาไปออกกำลังกายที่สนามกีฬาของโรงเรียนนายร้อย จปร.
"วันนี้พี่จะมาสอนท่า นั่งพุ่งชักเท้าหลัง" พี่โจ้พูด พร้อมกับให้พี่จอห์นออกมาเป็นผู้สาธิตท่าออกกำลังกาย
ท่านั่งพุ่งชักเท้าหลังก็ไม่ได้ยากอะไรมาก แบ่งเป็น 4 จังหวะเหมือนเคย เริ่มต้นจากยืนตัวตรง และเริ่มทำในจังหวะแรกคือสองนั่งลงไปพร้อมกับเอามือทั้งสองเท้าพื้นที่ด้านหน้า จังหวะที่สองชักเท้าพุ่งออกไปด้านหลังเหมือนท่าดันพื้น จังหวะที่สามก็ชักเท้ากลับมาเหมือนจังหวะที่หนึ่ง และจังหวะที่สี่ก็ยืนขึ้นมาตัวตรง
"ไม่เห็นจะเหนื่อยเลย" ผมประเมินจากท่าทางแล้วก็ไม่เข้าใจว่าท่านี้จะไปเหนื่อยอะไร...
"สำหรับท่านั่งพุ่งชักเท้าหลังเตรียมตัว...100 รอบ" พี่โจ้สั่ง
"1... 100 รอบ!" ผมและเพื่อนทวนคำสั่งกันอย่างกระอึกกระอัก คำสั่งนี้มันบ้าชัดๆ ตั้ง 100 รอบ ในท่าเดียวมันเยอะเกินไปสำหรับใครหลายๆคน
"ปฎิบัติให้เสร็จ พี่กับพี่จอห์นออกไปวิ่ง รอบใหญ่ซักรอบ... และอย่าให้ผมรู้นะว่าใครทำไม่ครบ" พี่โจ้กล่าวทิ้งท้ายพร้อมวิ่งออกไปกับพี่จอห์น
ผมเริ่มทำกับเพื่อน แรกๆมันก็ไม่เหนื่อยเท่าไหร่หรอก แต่พอเริ่มเข้ารอบที่ 40 ขาก็เริ่มสั่นและเริ่มล้าแล้ว
...ผมกำลังทำอะไรอยู่...
...นี่มันบ้าชัดๆ...
 จริงๆแล้วผมควรที่จะต้องนั่งอ่านหนังสือสอบซิ ไม่ใช่มาทรมานร่างกายอะไรแบบนี้...
"แกเอาคืนเรื่องเมื่อเช้าแน่เลยวะ" เพื่อนผมผู้อยู่ในเหตุการณ์คนหนึ่งพูดขึ้น
ผมไม่มีแม้แต่แรงที่จะพูดคำว่าเห็นด้วย อย่าว่าแต่พูดเลย... นี่เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วผมก็ไม่รู้
เพื่อนผมช่วยผลัดกันนับ อาจจะข้ามบ้างหรืออะไรบ้างเพราะแต่ละคนสภาพก็ไม่ไหวแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีบางคนที่ร่างกายยังไหว และเหมือนเคยทำและออกกำลังกายท่านี้มาก่อน จึงไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก
ส่วนผมตอนนี้ตาลายไปหมดแล้ว
พี่โจ้กับพี่จอห์นวิ่งกลับมาพอดีกับที่พวกเราทำเสร็จ มันใช้เวลาเพียงแค่ประมาณ 5 นาที แต่มันเป็น 5 นาทีที่ยาวนานมากจริงๆ
หลังจากนั้นพี่โจ้และพี่จอห์นก็นำออกกำลังกายอีกหลายๆท่า ซึ่งบอกเลยว่าผมไม่มีแรงจะทำเลยซักท่า
หลังจากที่กลับมาเรียนภาคกลางคืน ผมเพลียมากเสียจนฟังอาจารย์สอนไรู้เรื่อง
คืนนั้นผมนอนหลับเป็นตาย และภาวนาให้เรื่องร้ายๆ ไม่ต้องเกิดขึ้นอีก
จนกระทั่ง...

ตอนที่ 6 : นายร้อยตัวเป็นๆ(2)

หลังจากการแนะนำของพี่โจ้พี่จอห์นได้จบลง แกได้เปิดให้มีการซักถามข้อสงสัยขึ้นแต่แหงหละว่าไม่มีใครกล้าที่จะถามเพราะว่าความน่ากลัวของพี่โจ้มันเหมือนมีกำแพงอันใหญ่ๆกั้นไว้
เย็นวันนั้นในคาบชั่วโมงพละก็ยังมีเรื่องเซอไพรส์ให้กับเราชาวค่ายไม่จบ
"วันนี้พี่โจ้และพี่จอห์นจะมาแนะนำการสอบในส่วนของพละนะจ๊ะ" น้าผมพูดด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม
เพื่อนๆทุกคนสีหน้าซีดเผือก ความกลัวเริ่มเข้าครอบงำอีกครั้ง ทุกคนพูดป็นเสียงเดียวกันว่า
"นี่มันต้องไม่ใช่คาบพละธรรมดาแน่ๆ"
พี่โจ้และพี่จอห์นออกมารอรับพวกเราอยู่ที่ริมฟุตบาสฝั่งตรงข้าม เสื้อสีดำที่มีตราบ่งบอกถึงความเป็นหน่วยฝึกอะไรซักอย่างมันทำให้ความน่ากลัวของแแกเพิ่มขึ้นไปอีก
ปรี๊ดดดด!
"30 วินาที มาเข้าแถวให้หมด 30 29 28..." พี่โจ้เป่านกหวีดและนับถอยหลัง
พวกผมรีบสุดชีวิตที่จะลงมาเข้าแถว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องรีบ มันเป็นเหมือนสัญชาตญานในตัวบอกว่าถ้าไม่รีบเราอาจจะได้พบเจอกับอะไรบางอย่างแน่ๆ
เพื่อนผมบางคนวิ่งลงมาจากชั้น 3 เพราะลืมของ บางคนใส่ผูกเชือกรองเท้ายังไม่เสร็จ ซึ่งถ้าดูตามเวลาแล้วไม่น่าจะทัน
" 10 9 8 7 6 5432 ...1" พี่โจ้แกล้งเร่งจังหวะทำให้พวกที่คิดว่าตัวเองทันเข้าแถวแน่กลับไม่ทัน
"คนมาช้าแยกมาหาพี่" พี่จอห์นพูดขึ้น เพื่อนที่มาช้าวิ่งคอตกไปหาแก
คนมาช้าโดนลงโทษเป็นการออกกำลังกายเล็กน้อย... เป็นดันพื้นถึง 30 ครั้ง!
แม้เป็นจำนวนครั้งที่ไม่มากสำหรับบางคน แต่ถ้าหากเป็นคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายบ่อยๆละก็รับรองว่ามีปวดแขน
พี่โจ้และพี่จอห์นนำเราไปออกกำลังกายที่โรงเรียนใกล้ๆแห่งหนึ่ง ที่นี่มีสนามฟุตบอล และลานออกกำลังกายเล็กๆ แกเริ่มนำยืดกล้ามเนื้อและวิ่งวอร์ม การวิ่งวอร์มของแกนั้นทำให้เราแปลกใจมาก ความเร็วช้าๆของพี่โจ้และพี่จอห์น คือความเร็วที่พวกเราตามไม่ทันจริงๆ เมื่อครบหนึ่งรอบสนามมันทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยแทบขาดใจ
"วันนี้เราจะวิ่งกัน 5 รอบ" พี่โจ้ตะโกนบอกจากหัวแถว
5 รอบ!? บ้าไปแล้วววว! พวกผมร้องโอดครวญ นี่มันเป็นการทรมานร่างกายชัดๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้าขัดพี่โจ้ พี่จอห์นยิ้มเล็กๆเหมือนกับรู้ว่าพี่โจ้กำลังจะแกล้งน้อง
เมื่อพวกเราวิ่งไปได้ถึง 3 รอบหลายคนก็เริ่มออกอาการ บางคนไม่ไหวก็เริ่มที่จ้าวิ่งช้าลงไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็เดิน ผมเองก็เช่นกันเมื่อไปถึงรอบที่ 4 ผมก็เริ่มเดินแล้ว เพราะไม่ไหวจริงๆ
"ใครยังวิ่งไม่ครบ วิ่งให้ครบ!" พี่โจ้ตะโกนบอกหลังจากที่ครบ 5 รอบ ผมหายใจถี่มากๆ เหมือนคนทีี่ออกกำลังกายไปอย่างหนัก ทั้งที่จริงแล้วเพิ่งวิ่งไป ไม่ถึง 15 นาทีเลยด้วยซ้ำ
พอใกล้ถึงจุดที่พี๋โจ้และพี่จอห์นยืนอยู่ผมเริ่มวิ่งอีกครั้งเพื่อที่จะได้พักเร็วๆ ผมวิ่งจนขาเริ่มรู้สึกว่ามันจะไม่ไหวแล้วเมื่อพ้นจุดที่พี่โจ้และพี่จอห์นยืนอยู่ ผมพักหายใจเฮือกใหญ่ และเดินวนไปรอบๆเพื่อไม่ให้ตัวเองหน้ามืด
"ไหวไหมเพื่อน" ขวัญเข้ามาถามผม
"เกือบจะเป็นลม... แต่ ขวัญ มึงสุดยอดเลยวะตามพวกพี่ๆเขาทันได้ยังไง" ผมเอ่ยปากชมขวัญผู้เป็นหนึ่งในคนที่วิ่งตามติดพี่โจ้และพี่จอห์นได้ตลอด
"ปกติกูวิ่งทุกวัน แต่ว่าหลังๆมันใกล้จะสอบแล้วเลยหยุดไปอ่านหนังสือเฉยๆ" ขวัญตอบผมเสียงเรียบ
เมื่อทุกคนวิ่งจนครบ พวกพี่โจ้และพี่จอห์นเรียกให้ผมรวมแถวอีกครั้งและออกกำลังกายในท่าอยู่กับที่โดยสอนถึงการนับจังหวะการออกกำลังกายแบบทหาร-ตำรวจ ซึ่งจังหวะจะนับเป็น
"1 2 3 - 1 , 1 2 3 - 2 , 1 2 3 -..."
นับเป็นรอบวนไปเรื่อยๆจนถึงจำนวนรอบที่สั่ง ซึ่งเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ผมได้เรียนรู้ มันทำให้ท่าทางการออกกำลังกายแบ่งเป็นขั้นตอนที่ง่ายมากๆ และไม่ต้องใช้สมองมากในการจำ แต่มันก็มีบางท่าที่ไม่รู้ว่าจะนับเป็นรอบไปเพื่ออะไร อย่างเช่นท่าดันพื้น หรือท่ากระโดดตบ ที่สั่งเป็นครั้งก็น่าจะเข้าใจง่ายกว่า
สิ่งเดียวที่ผมสามารถนิยามคำว่านักเรียนนายร้อยได้ในตอนนี้คือ "ควายถึก" จริงๆแล้วผมก็ไม่ได้นิยามเองหรอก ผมฟังมาจากน้าอีกทีว่า ถ้าผมสอบเข้าไปอยู่ในโรงเรียนนายร้อยได้แล้ว โรงเรียนเขาจะเปลี่ยนให้เราเป็นคนที่แข็งแรงจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่า "แข็งแรงเป็นควายถึก" ทีแรกผมก็ผมก็ไม่รู้หรอกนะไอ้คำว่าควายถึกนี่มันจะเป็นยังไง แต่คนสองคนที่อยู่ตรงหน้าผมก็แสดงให้ผมเห็นถึงนิยามคำว่า "ควายถึก" ได้อย่างชัดเจน การไม่แสดงอาการเหนื่อยหรืออะไรให้เห็นเลย เหงื่อที่ออกน้อยเสียจนแทบไม่มี จังหวะการหายใจที่สบายๆ ต่างกับพวกผมที่หายใจกันถี่ระรัว แถมเหงื่อที่มันไหลชุ่มไปจนถึงกางเกงแล้วในตอนนี้
"พักได้"
พวกผมทรุดตัวนั่งหายใจแรงบนลานออกกำลังกายนั้น การออกกำลังกายแบบนี้มันทรมานร่างกายมากเสียจริงๆ
แต่เวลาในการพักของเรามีไม่มาก หลังจากนั้น พี่โจ้และพี่จอห์น ก็ให้ฝึกวิ่งกลับตัวต่อคนละรอบ
"วันนี้เหนื่อยมามากพอแล้ว เดียวพี่จะแนะนำการฝึกอย่างหนึ่งที่เราขาดไปไม่ได้ คืิอ การดึงข้อ" พี่โจ้พูดพร้อมกับเดินไปที่ราวดึงข้อ
"การดึงข้อนั้น คนส่วนใหญ่มักจะตกเพราะไม่เคยฝึกฝน ไม่มีทางลัดสำหรับเรื่องนี้ การดันพื้นก็ไม่ได้ช่วยอะไร แรงจะถูกส่งมาจากกล้ามเนื้อส่วนหลัง " พี่โจ้พูดพร้อมกับเริ่มห้อยตัวลงมาจากราวดึงข้อ
"การสอบจะใช้วิธีการจับแบบคว่ำมือ ดังนั้นมันจึงยากกว่าการดึงราวแบบหงายมือ เมื่อปล่อยลำตัวให้นิ่งแล้วกรรมการจึงจะให้เราดึงตัวขึ้น เมื่อคางของเราพ้นจากราวจึงจะนับ 1 " พี่โจ้พูดพร้อมกับดันตัวขึ้นและทำค้างไว้ให้ดู
"ทริคเล็กๆ คือเราอาจจะสามารถใช้แรงในจังหวะที่ลงมาช่วยส่งให้เราขึ้นอีกครั้งได้ หรือที่เรียกว่าโยก" พี่โจ้ทิ้งตัวลงมาพร้อมกลับโยกเด้งขึ้นไปใหม่
"แต่ถ้าเจอกรรมการที่เขี้ยวมากๆ เขาอาจจะไม่นับให้เราเลยก็ได้ ถ้าหากเราโยกตัวช่วย ซึ่งท่าทางที่ถูกต้องจริงๆแล้ว คือการลงมาทำให้แขนตึงเหมือนเดิมจึงจะเป็นท่าที่สมบูรณ์" พี่โจ้ดึงตัวขึ้นไปใหม่และทำท่าที่ถูกต้องให้พวกเราดูเกือบ 20 ครั้งติดต่อกัน
"ต่อไปให้ทุกคนมาลอง"
พวกผมเรียงแถวเข้าไปทำกัน เมื่อได้ทำแล้วจึงรู้เลยว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่จะดึงขึ้นสักครั้ง เพื่อนหลายคนพยายามที่จะทำแต่ก็ทำไม่ได้ นั่นยิ่งแสดงให้เห็นว่า พี่โจ้นั้นแข็งแรงมาก!
เมื่อถึงคิวผม ผมคิดในใจว่าอย่างน้อยน่าจะได้ ซัก 5 ครั้ง ถึงแม้ว่าผมจะไม่เคยทำมาก่อน แต่ก็คิดว่าน่าจะได้ ผมกระโดดขึ้นราวแล้วปล่อยตัวลงมา เพียงแค่ทิ้งตัวลงมาเท่านั้นแหละ
ได้ 1 ครั้ง ก็ถือว่าเยอะเกินไปแล้ว (โว้ยยย)
ผมพยายามดันตัวขึ้นแต่มันไม่ประสบผลความสำเร็จเลยสักนิด แต่ผมยังไม่แรงที่จะห้อยตัวอยู่
ฮึ่บบบบบ...บบ...บบ... บ
ผมฮึบอยู่หลายเฮือกจนพี่โจ้เห็นว่าผมมีความพยายาม จึงให้เพื่อนผมมาคอยพยุงที่ขา
"จริงๆแล้ว ถ้าเริ่มฝึกจะให้เพื่อนช่วยพยุงขาให้ก็ได้ หรือจะเริ่มจากโหนราวเอาไว้เฉยๆก็ได้" แกหันมาบอกพวกเพื่อนๆของผม
"เอ้า สู้เขาไอ้อ้วน!" พี่โจ้ไม่พูดเปล่า พร้อมตีเข้าที่ท้องอย่างแรง ผมหล่นลงเพราะแรงตีนั้น พี่โจ้และพี่จอห์นยืนขำที่ได้แกล้งน้อง ส่วนผมก็อยากจะฮานะ แต่ปวดแขนไปหมดแล้วตอนนี้
"คะแนนสอบการดึงข้อจำเป็นอย่างมาก หลายคนพลาดเพราะดึงข้อไม่ขึ้นทำให้เสียโอกาสในคะแนนพละไป"พี่โจ้พูดทิ้งท้าย
หลังจากกลับมาจากคาบชั่วโมงพละอันสุดแสนหฤโหด ข้าวเย็นในวันนั้นหมดเยอะกว่าปกติ พวกเรากินข้าวกันไม่ต่ำกว่าสองจาน เพราะพลังงานที่เสียไปเยอะมาก ทำเอาชั่วโมงเรียนกลางคืนของผมเรียนไม่รู้เรื่องเลย
ผมโทรหาดาวบอกว่าวันนี้เหนื่อยมากและเล่าเรื่องพี่โจ้และพี่จอห์นให้ฟังแบบตลกๆ วันนี้ผมบอกฝันดีเธอเร็วกว่าปกติเพราะพลังงานของผมนั้นใกล้จะหมดลงแล้ว...
...ฝันดีนะ...

ตอนที่ 5 : นายร้อยตัวเป็นๆ

"น้าครับ วันที่ ไปสอบของโรงเรียนนายร้อย จปร. ผมไปสอบโรงเรียนอื่นแทนได้ไหม?"
"กล้าอยากไปสอบโรงเรียนอื่นหรอลูก?"
...
ผมปรึกษากับน้าเรื่องการมาไปสอบโรงเรียนอื่นที่ผมสมัครสอบไว้แล้ว ผมคุยแล้วได้ใจความกลับมาว่า เป็นเรื่องที่ลำบากมากในการไปกลับ เพราะการไป-กลับภายในวันเดียวแล้ววันต่อไปต้องไปสอบอีก และประเด็นเลยคือ ไม่มีรถไป ถ้าผมจะไปผมต้องให้แม่ผมมารับไปเอง ซึ่งการที่ต้องให้แม่ต้องมาลำบากเพราะผม ผมจะไม่ทำเด็ดขาด
สรุปก็คือ ผมจะไม่ได้ไปสอบ และหมดโอกาสไปอยู่ ร.ร.เดียวกันกับดาวถ้าหากว่าดาวสอบติด
"ดาว เราไม่ได้ไปสอบที่โรงเรียนนั้นแล้วอะ" ผมโทรหาดาวระบายให้เธอฟัง
"ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนิ โรงเรียนนายร้อยก็ดีไม่ใช่หรอ?"
"ก็ดี... แต่ถ้าดาวสอบติด เราก็จะไม่ได้อยู่โรงเรียนเดียวกันนะซิ ฮ่าๆ" ผมแอบหัวเราะกลบเกลื่อน
"แหม... ใครจะไปรู้ ดาวอาจจะสอบไม่ติดก็ได้อย่าไปคิดมากเลย ถ้ามันเป็นความฝันของกล้า หรือว่าเป็นความต้องการของกล้าก็ทำไปเถอะ" ดาวบอกผมแบบนั้นด้วยน้ำเสียงที่จริงใจ
ผมกลับมานั่งทบทวนตัวเองอีกครั้งว่าตกลงจริงๆแล้วเรามาสอบนายร้อยเพื่ออะไร? จริงๆแล้วเรามาเพื่ออนาคตไม่ใช่หรอที่เราต้องการ? เพื่อให้ครอบครัวสบายไม่ต้องเสียเงินหลายบาทในช่วงมหาลัยไม่ใช่หรอ?
ผมเหลือเวลาก่อนสอบอีก 10 วัน วันที่เหลือผมต้องเต็มที่ให้มากกว่านี้!
ในช่วงพักเบรค 10 นาทีผมเดินลงมาจากห้องเรียนเพื่อที่จะแวะมาพักดื่มน้ำ เดินไปซื้อขนมจากร้านข้างๆ เมื่อกลับมาผมก็พบกับบุคคลที่ผมไม่รู้จัก 2 คน กำลังคุยกับน้าของผมอยู่ คนหนึ่งน่าจะอายุไล่เลี่ยกับผมไม่กี่ปี ส่วนอีกคนน่าจะอายุ 20 ต้นๆ ทั้งสองคนมีรูปร่างที่คล้ายๆกันคือ ตัวเล็กแต่ร่างกายกลับมีรูปร่างค่อนข้างที่จะกำยำ ผิวสีคล้ำเหมือนโดนแดดเผาเสียจนเป็นมันเลื่อม สิ่งที่ผมสัมผัสได้จากพี่ทั้ง 2 คนนี้คือ บรรยากาศของความไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย
ผมสวัสดีพี่ทั้งสองคน คนหนึ่งยิ้มให้ผม ส่วนอีกคนมองผมด้วยหางตา
"นี่พี่จอห์น กับพี่โจ้ เขาเป็นลูกศิษย์น้าเองกล้า พี่เขาเรียนอยู่ ร.ร.นายร้อย" น้าผมแนะนำรุ่นพี่ให้ผมรู้จัก พี่จอห์นคือคนที่ส่งยิ้มให้ผม ส่วนพี่โจ้คือคนที่แก่กว่และไม่มีท่าทีของความเป็นมิตรเอาเสียเลย
ผมยิ้มให้พี่เขาแต่มันก็ไม่ได้เพิ่มความเป็นมิตรขึ้นมาเสียเลย...
"อาจารย์ครับช่วงว่างก่อนเรียนผมขอเวลาพบน้องๆหน่อยได้ไหมครับ" พี่โจ้คนที่อายุแก่กว่าถามน้าของผม
"ได้ซิ แต่เดียวขออาจารย์ประจำวิชาก่อนนะ"
"ครับ" พี่โจ้ตอบและยิ้มอย่างมีเลศนัย บอกตรงๆผมเริ่มรู้สึกตะหงิดๆอะไรขึ้นมาบางอย่าง
ผมเคยฟังมาจากแม่และอ่านข่าวมาจากหนังสือพิมพ์บ้างที่ทหาร-ตำรวจชอบออกคำสั่งแกล้งรุ่นน้องกันแบบพิเรนท์ๆ หรือที่เขามักเรียกกันว่า "รับน้องใหม่"
ผมกลับมาที่ห้องนั่งรอการเรียนการสอนนานเสียจนมันผิดปกติ จนเพื่อนๆเริ่มสงสัยกันว่าอ.ไม่เข้ารึยังไง
เมื่อเห็นว่านานผมจึงบอกเพื่อนๆว่า
"เมื่อตะกี้เดินลงไปมีพี่นักเรียนนายร้อยมาหาเดียวจะมาพบกับพวก..."
"ตึง!"
ผมยังพูดไม่ทันจบ ประตูก็ถูกเปิดออกอย่างแรงพร้อมกับพี่โจ้และพี่จอห์นเดินเข้ามาในห้อง บรรยากาศความน่ากลัวได้แผ่เข้ามาในห้อง ผมเคยสงสัยว่าทำไมพวกหนังมาเฟียเวลาที่เจ้าพ่อเดินเข้ามาแล้วลูกน้องต้องเกิดอาการตกใจลนลาน วันนี้ผมเริ่มได้รับรู้แล้ว
พี่โจ้เดินเข้ามาหน้าไวท์บอร์ดที่ไม่ได้ห่างไปจากโต๊ะนักเรียนแถวยาวซักเท่าไหร่ แกเอามือกอดอกเพื่อแสดงความเหนือกว่าแบบที่ครูฝ่ายปกครองโหดๆชอบใช้
"ใครรู้จักผมบ้าง?" พี่โจ้ถาม
ผมยกมือจะตอบ แต่ถูกพี่โจ้ห้ามไว้
"ไม่เอาเอง... คนอื่นยกมือตอบ"
บรรยากาศเริ่มตึงเครียด เพื่อนๆผมเริ่มกลัว ก็ใครมันจะไปรู้จักกันละวะ? คนไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน
"ไม่มีใครรู้จักผมใช่ไหม? ได้... ทุกคนมุดโต๊ะ! ลงไปใต้โต๊ะให้หมด!" พี่โจ้แกออกคำสั่งด้วยเสียงอันดัง
พวกผมรีบมุดลงไปอยู่ใต้โต๊ะ จริงอยู่บางคนก็ไม่กลัว แต่ก็ต้องทำตามคำสั่งของแกด้วยอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นเพราะหน้าตาแกดูน่ากลัวเป็นทุนเดิม บวกกับไม่อยากไปมีปัญหาอะไรกับพี่นักเรียนนายร้อยมากนัก เพื่อนผมคนหนึ่งยิ้มและเห็นเป็นเรื่องตลก จริงๆผมก็คิดเหมือนกันนั่นแหละแต่ผมไม่ค่อยเป็นคนแสดงออกซักเท่าไหร่
"ไอ้ที่ยิ้มนะ ลุกขึ้นมา!"
เพื่อนผมสะดุ้ง พร้อมกับค่อยๆลุกขึ้นออกมาจากใต้โต๊ะเล็กๆ
"ขำใช่ไหม? ตลกใช่ไหม? ผมเป็นเพื่อนเล่นคุณหรอ? ออกไปนอกห้อง!" พี่โจ้ตวาดเสียงดัง
"จอห์น พี่ฝากดูไอ้เด็กคนนี้ด้วย"
พี่โจ้บอกพี่จอห์น พี่จอห์นขานรับอย่างกระตือรือล้น พร้อมกับเอาตัวเพื่อนผมออกไปจากห้อง
พวกเพื่อนๆผมคอตก ไม่คิดว่าเรื่องเล่นๆจะจริงจังถึงขนาดนี้ สถานการณ์เริ่มตึงเครียดเข้าไปอีก ไม่มีรอยยิ้มใดๆปรากฎอยู่บนหน้าของเพื่อนคนไหน ใจก็กลัวจะโดนเหมือนเพื่อนที่ออกไปนอกห้อง เพราะมันไม่น่าจะใช่เรื่องที่ดีแน่
"ฟังให้ดีนะ... พวกคุณไม่รู้จักผม แต่อย่างน้อยก็น่าจะรู้ว่าผมคือนักเรียนนายร้อยรุ่นพี่ของพวกคุณ แต่พวกคุณไม่ให้เกียรติผมเลย อย่าว่าแต่ว่าผมเป็นนักเรียนนายร้อยเลย ไม่ว่าใครก็ตามที่แก่กว่าพวกคุณ พวกคุณก็สมควรที่จะนอบน้อมยกมือไหว้สวัสดีทักทายกันบ้าง! แต่นี่มีอะไร? มองผมเสร็จแล้วก็เดินผ่านกันไปมาไม่มีมารยาทเอาเสียเลย!..." พี่โจ้พูดด้วยความโมโหของแก
"ทั้งหมดลุก!" พี่โจ้ออกคำสั่งอีกครั้ง
พวกเราค่อยๆลุกขึ้นมาอย่างช้าๆ สำนึกผิดและกลัวพี่โจ้ไปพร้อมๆกัน
"ทั้งหมดนั่ง... จอห์นเอาตัวน้องเข้ามาได้" พี่โจ้ตะโกนบอกพี่จอห์นที่อยู่นอกห้อง
เพื่อนคนนั้นเข้ามาพร้อมกับพี่จอห์น สีหน้าดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าโดนอะไรเข้าไปบ้าง
พี่โจ้หยิบปากกาไวท์บอร์ด เขียนชื่อจริงคงแกลงบนกระดาน ทุกสายตาในห้องจับจ้องอยู่ที่ปลายปากกา
"ผมชื่อ..."

ตอนที่ 4 : เราหลงลืมอะไรบางอย่าง

น้าผมหน้าบานไปตลอดทั้งวัน เพราะแกเชื่อว่าผมจะต้องทำให้ชื่อเสียงค่ายติวแกดีขึ้นได้แน่ๆ ถ้ามองจากคะแนนสอบเพียว ๆ ผมถือว่าอยู่อันดับต้นๆของหลาย ๆ ค่ายเลยด้วยซ้ำ
เรื่องที่ผมเป็นที่ 1 ค่ายขึ้นแซงเพื่อนที่ได้ที่ 1 คนเก่าไปอย่างไม่เห็นฝุ่น เป็นผลดีต่อผมอย่างมาก ไม่ได้มีเพื่อนคนไหนอิจฉาที่ผมได้ดีกว่า แต่มันกลายเป็นว่าผมทำให้ทุกคนต้องกระตุ้นตัวเองเพิ่มมากขึ้น
...เพราะผมบอกเพื่อนเสมอว่า ผมไม่ได้อ่านหนังสืออะไรเลย และยังมีคนข้างนอกที่เก่งกว่าผมเยอะแยะไป...
การที่ผมสอบได้ที่ 1 ทำให้ผมต้องคอยสอนเพื่อนอยู่ตลอดเวลา นั่นทำให้ช่วงเวลาพักของผมหายไป แต่มันก็ทำให้ผมทบทวนบทเรียนและถกข้อสงสัยกับเพื่อนตลอดเวลา
เวลายามว่างๆผมก็มักจะส่งข้อความหรือโทรหาดาวอยู่เสมอโดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืนผมมักจะโทรหาเธอจนดึก หลายครั้งที่มักจะมีเสียงจากอีกฝั่งลอยมาว่า
"ค่าโทรศัพท์เป็นพันแล้วมั้งลูก" เสียงแม่ของดาวนั่นเอง
ผมยอมรับเลยว่าช่วงนั้นโลกของผมมันเป็นสีชมพูจริงๆ ไม่ว่าเวลาไหน... ไม่ว่าจะทำอะไร... ผมมักจะนึกถึงหน้าดาวอยู่เสมอๆ
ผมชอบถามว่าเธอทำอะไร กินข้าวรึยัง เหนื่อยรึเปล่า หิวไหม? บางครั้งก็ส่งมุขเสี่ยว ๆ ไปให้เธออมยิ้มเล่นบ้าง
ส่งพิชช่าหน้าความรัก ♡
สลัดผักแทนความคิดถึง ~
เฟรนฟรายแทนความคำนึง
ให้เธอซึ้งถึงคำว่าห่วงใย.
^_^
พิมพ์ไปก็ขำไปไม่นึกว่าตัวเองจะเสี่ยวได้ขนาดนี้ ฮ่า ๆ แถมค่าส่ง sms แพงกว่าการโทรคุยกันเสียอีก แต่มันก็ให้อารมณ์อีกแบบหนึ่งที่การโทรหากันให้ไม่ได้
เมื่อถึงเวลาหลังจากเลิกเรียนช่วงภาคค่ำหลายคนมักจะอ่านหนังสือกันโดยเฉพาะเพื่อนผมคนหนึ่งชื่อ "ขวัญ"
ขวัญซึ่งเป็นผู้สอบได้เป็นที่ 4 ของค่ายในขณะนั้น ภาพที่ผมเห็นเป็นประจำคือ ขวัญมักจะหาที่นั่งเงียบๆเพื่ออ่านหนังสือคนเดียว ขวัญเป็นคนเก่งแต่ด้วยบรรยากาศแปลกๆ มักจะทำให้ไม่ค่อยมีใครเข้าหา แต่เมื่อไหร่ที่ได้คุยด้วยแล้วจะรู้เลยว่า ขวัญเป็นคนที่อัธยาศัยดีมากคนหนึ่ง
"ไม่ออกไปวิ่งเล่นเตะบอลกันซักหน่อยหรอเพื่อน?" ผมเอ่ยปากชวนขวัญในช่วงเย็นซึ่งเป็นคาบพละ ซึ่งถ้าวันไหนไม่มีครูมาสอนว่ายน้ำหรือพาวิ่ง พวกผมและเพื่อนๆก็จะออกไปเตะบอลกัน
"ไม่หละ เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงเวลาสอบแล้ว ยังมีหลายอย่างที่ไม่เข้าใจอยู่เลย" ขวัญบอกผม
ผมซึ่งเป็นพวกไม่ขัดศรัทธาใครอยู่แล้ว ก็เลยออกไปเตะบอลกับเพื่อนๆ ในใจผมก็คิดนะว่าบางทีผมก็ควรที่จะทำอย่างขวัญบ้าง ถึงแม้ว่าผมจะมีความรู้อยู่ในระดับหนึ่ง แต่ผมก็ไม่ได้รู้ไปทุกๆอย่าง ถ้าอะไรไม่มีเคยมีอยู่ในข้อสอบเก่าๆ ผมก็คงบี้บอดใบ้ ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่เดาคำตอบลูกเดียว
แต่ก็ไม่เห็นเป็นไรคะแนนของผมก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าจะสอบติด และผมก็ยังไม่ได้เทใจที่จะเป็นทหารอย่างเต็มตัว ผิดกับเพื่อนที่ค่ายแห่งนี้ที่พวกเขามากันด้วยความมุ่งมั่นที่อยากจะเป็น
ผมเคยถามเพื่อน ๆ ว่าทำไมถึงอยากเป็นกันจังวะ? นักเรียนนายร้อย
ผมก็ได้มาหลายคำตอบเลยบางอันมันก็ดูไร้สาระหน่อย เช่น มันเท่ หล่อ ดูดี เป็นแล้วสาวกรี๊ด
หรือถ้าคำตอบที่ดูดีหน่อยก็ตัวอย่างเช่น เป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็ก อยากให้พ่อแม่สบาย อยากจบแล้วมีงานทำ เป็นงานที่มีเกียรติเป็นอาชีพที่มั่นคง เป็นต้น
แต่ก็มีเพื่อนบางคนเหมือนกันที่พ่อแม่บังคับให้มาสอบ ใจมันก็ไม่อยากจะเป็น ผมก็แนะนำไปซะดิบดีเลยว่า
"มึงก็กามั่วซิวะ จะไปยากอะไร"
ผมแนะนำไปแบบนั้นจริงๆ เพราะผมคิดเสมอว่า
คนเราถ้าไม่ได้เป็นหรือไม่ได้ทำในสิ่งที่ชอบ เราก็จะทำสิ่งนั้นได้ไม่ดีที่สุด
พอกลางคืนผมก็ทำตัวเหมือนเช่นเคยใช้เวลาว่างกับดาวคุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อย
"เตรียมตัวไปถึงไหนแล้วหละ สอบนายร้อยนะ"
"ก็เรื่อย ๆ นะ ก็อ่านทบทวนบ้าง แต่ตอนนี้คะแนนเค้าอยู่ในเกณฑ์ที่โอเคอะ " ผมคุยอวดเล่าเรื่องที่ผมมาเป็นที่ 1 ค่ายได้ทั้งๆที่คนอื่นติวกันมานานแล้ว
"อย่าได้ใจเกินไปละ อ่านหนังสือด้วยนะ... แล้วกล้าจะได้สอบโรงเรียน "ต"  ไหมเนี่ย? มันไม่ชนวันหรอ?"
"เออ แหะ"
ลืมไปเลย

ตอนที่ 3 : การทดสอบของค่าย

ผมเก็บกระเป๋าในคืนนั้น และรุ่งเช้าวันต่อมาแม่ก็พาผมดิ่งตรงไปสู่ นครนายก เพื่อไปยังค่ายติวเล็กๆของเพื่อนแม่
นั่งรถจากกรุงเทพมาหลายชั่วโมงสุดท้ายรถก็มาหยุดอยู่ที่หน้าตึกแถวแห่งหนึ่งในเมืองนครนายก ตัวตึกมีความสูง 4 ชั้น มีร้านรับซักผ้าและร้านขายขนมขนาบอยู่กัน 2 ข้าง ผมไปถึงในเวลาสาย ๆ ซึ่งเป็นช่วงพักของนักเรียนพอดี เด็กที่ค่ายหลายคนออกมาดูหน้าผม
..ความรู้สึกในตอนนั้นของผมราวกับว่าพวกเขากำลังมองดูคู่ต่อสู้รายใหม่ที่กำลังก้าวเข้ามาในค่ายแห่งนี้..
ผมสวัสดีคุณน้าซึ่งเป็นเพื่อนแม่ของผม พวกเรานั่งคุยกันอยู่ซักพักถึงเรื่องรายละเอียดในการเข้าค่ายติว ซึ่งส่วนใหญ่แม่ผมเป็นคนเป็นคนคุยเสียมากกว่า ส่วนตัวผมนั่งหยิบใบโบรชัวร์ของทางค่ายมาอ่านเล่นพร้อมตอบคำถามที่น้าถามมาไปพลางๆ
เป็นเรื่องแปลกมากที่โดยปกตินั้นการเรียนพิเศษมีพวกคอร์สแบบยาวก็จริงแต่ผมไม่เคยได้ยินการมาติวแบบกินนอนขนาดนี้ ผมเกิดคำถามขึ้นในใจว่า
"มันต้องทุ่มเทขนาดนั้นเลยหรอ?"
เพราะถ้าเทียบกับโรงเรียน "ต" และ "ม" นั้นอัตราการแข่งขันซึ่งมีสูงกว่ามากเนื่องจากรวมผู้หญิงเข้าสอบด้วย ผิดกับโรงเรียนนายร้อยซึ่งมีแต่เฉพาะผู้ชายเข้าแข่งขันกันสอบ และที่สำคัญ "คอร์สกินนอนไม่ใช่ถูกๆ"
เมื่อคุยเรื่องจิปาถะเสร็จแล้ว คุณน้าพาผมไปแนะนำสถานที่ในแต่ละชั้น ชั้นแรกนั้นเป็นที่สำหรับนั่งกินข้าวกัน ชั้นที่สองเป็นห้องเรียนเล็กๆ จุได้ 30-40 คน ชั้นที่สามเป็นห้องนอนแต่ว่าเต็มแล้ว และชั้นที่สี่ที่ผมอยู่ก็เป็นห้องนอนเช่นกัน
ผมวางกระเป๋าสัมภาระลง แม้ว่าผมจะเคยเข้าค่ายยาวๆมาหลายครั้ง แต่สิ่งที่ยากในการอยู่ค่ายก็คือ การหาเพื่อนใหม่
เด็กค่ายที่นี่มีด้วยกันรวมผมแล้วก็เป็น 29 คน ถือว่าคนเยอะพอสมควรสำหรับค่ายเล็กๆ เพราะจำนวนคนที่มากก็จะทำให้อาจารย์ที่สอนพิเศษเข้าถึงได้ยาก และนั่นจะทำให้นักเรียนในสังกัดสอบไม่ติด ซึ่งไม่เป็นผลดีแก่ค่ายติวเลยในทางชื่อเสียง ดังนั้น 29 คนต่อ 1 ห้องเรียน ผมถือว่า นั่นเยอะพอสมควร
เมื่อเก็บของเสร็จแม่ผมก็กลับบ้านเพื่อไปทำงานต่อ ผมโบกมือลาแม่ แม้จะไม่ใช่ลูกแหง่แต่ด้วยวัย มันก็น่าใจหายแปลกๆ แม่เองก็คงไม่ต่างกัน
ผมยังไม่ทันได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ คุณน้าก็พาผมไปทดสอบความรู้ที่มีโดยให้ข้อสอบเก่าที่เคยใช้ในการทดสอบเด็กๆในค่าย โดยทดสอบและมีคะแนนเหมือนจริงเท่ากับการสอบนายร้อย คือ 700 คะแนนเต็ม
ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้หยิบหนังสือมานานแต่ก็ใช่ว่าจะลืม ประกอบกับผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่ากับการเล่นไปวันๆของผม มันทำให้ผมอยู่ที่เท่าไหร่ของค่าย? และมันทำให้ผมอยู่ที่เท่าไหร่ในเพื่อนๆวัยเดียวกัน?
ผมรับข้อสอบมาและเปิดผ่านๆ เพื่อวิเคราะห์ว่ามควรเริ่มทำจากข้อไหนก่อน นาฬิกาสอบเริ่มเดิม แม้จะไม่ใช่การทดสอบที่จริงจังแต่ก็เป็นการทดสอบเพื่อวัดระดับความสามารถของตัวผมเอง
ผมวิเคราะห์แล้วว่า...
"ข้อสอบพวกนี้...เคยทำมาหมดแล้วนี่หว่า!"
เพราะมันอยู่ในชีทที่แม่เคยโยนให้ผมอ่าน มันเป็นข้อสอบเก่าของนายร้อย ซึ่งผมเป็นพวกที่มีความสามารถคือการจดจำข้อสอบและวิธีทำรวมถึงคำตอบที่เคยผ่านตามาได้ ไม่ใช่ว่าผมเก่งอะไรหรอก แต่ผมจำว่าข้อสอบต่าง ๆ มันมีรูปแบบ (Pattern) ที่คล้าย ๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาฟิสิกส์ที่ผมชอบ ถ้าอ่านเยอะ ๆ แล้วจะรู้เลยว่า ข้อสอบมันถามอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
ผมกาอย่างสบายใจและเสร็จก่อนเวลาด้วยซ้ำ อาจจะมีวิชาที่ผมมีปัญหาบ้างคือวิชาภาษาไทยและสังคม ซึ่งผมไม่ชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาสังคมที่ชอบถามเรื่องความรู้รอบจักรวาล ขุดคุ้ยอดีตยาวไปถึงพระเจ้าเหา ชอบถามว่าคนนู้นคนนี้ตายเมื่อปีอะไร?
"ปัดโถ่เว้ย! วันเกิดยายผม ผมยังไม่รู้เลย... แล้วทำไมผมต้องไปสนใจกับคนที่ตายไปแล้วด้วย?"
จริงอยู่ว่าผมชอบอ่านประวัติศาสตร์ ยกย่องและเชิดชูในชื่อเสียงของหลายๆท่าน แต่สิ่งที่ผมอ่านคือในเรื่องความคิดและการแก้ปัญหาของแต่ละท่าน ผมไม่สนใจหรอกว่าท่านจะเกิดและเสียชีวิตเมื่อไหร่ปีพ.ศ.อะไร นั่นเป็นเรื่องที่แย่มากในระบบการศึกษาไทยที่ทำให้เด็กนักเรียนชอบท่องจำในเรื่องไร้สาระ แทนที่จะไปจดจำสาระสำคัญในส่วนอื่นๆ
ผมทำข้อสอบและส่งให้คุณน้าตรวจ เป็นเวลาเดียวกันกับในช่วงเย็นพอดี ผมเดินออกไปบิดขี้เกียจนอกห้องและเข้าไปทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ หลายคนเข้ามาทักทายผม อยากรู้จักผมว่าผมมาจากไหน โรงเรียนอะไร ทำไมถึงพึ่งเข้ามา เพราะคงไม่มีใครบ้าถึงขนาดที่เข้ามาในช่วงโค้งสุดท้ายขนาดนี้
ผมคุยทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่อยู่ซักพัก คุณน้าเอากระดาษคำตอบเดินมาพร้อมเขียนอันดับที่อยู่บนบอร์ด ทุกคนใจจดใจจ่อไปกับกระดาษแผ่นนั้น ส่วนตัวผมเองไม่คิดอะไรมากเพราะ คิดว่ายังไงค่ายนี้ติวมาตั้งนานถึงแม้ผมจะทำคะแนนในส่วนวิทย์-คณิตได้ดี แต่วิชาไทยและสังคมกลับห่วย มันก็คงจะได้คะแนนอันดับกลางๆของค่าย
คุณน้าเอาเอาปากกาไวท์บอร์ดเขียนคะแนนผมลงบนบอร์ด
"เก่งกล้า ทำคะแนนสอบได้ 545 คะแนน เป็นอันดับที่ 1 ของค่าย"
.
.
.
...เห้ย...