วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559

ตอนที่ 6 : นายร้อยตัวเป็นๆ(2)

หลังจากการแนะนำของพี่โจ้พี่จอห์นได้จบลง แกได้เปิดให้มีการซักถามข้อสงสัยขึ้นแต่แหงหละว่าไม่มีใครกล้าที่จะถามเพราะว่าความน่ากลัวของพี่โจ้มันเหมือนมีกำแพงอันใหญ่ๆกั้นไว้
เย็นวันนั้นในคาบชั่วโมงพละก็ยังมีเรื่องเซอไพรส์ให้กับเราชาวค่ายไม่จบ
"วันนี้พี่โจ้และพี่จอห์นจะมาแนะนำการสอบในส่วนของพละนะจ๊ะ" น้าผมพูดด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม
เพื่อนๆทุกคนสีหน้าซีดเผือก ความกลัวเริ่มเข้าครอบงำอีกครั้ง ทุกคนพูดป็นเสียงเดียวกันว่า
"นี่มันต้องไม่ใช่คาบพละธรรมดาแน่ๆ"
พี่โจ้และพี่จอห์นออกมารอรับพวกเราอยู่ที่ริมฟุตบาสฝั่งตรงข้าม เสื้อสีดำที่มีตราบ่งบอกถึงความเป็นหน่วยฝึกอะไรซักอย่างมันทำให้ความน่ากลัวของแแกเพิ่มขึ้นไปอีก
ปรี๊ดดดด!
"30 วินาที มาเข้าแถวให้หมด 30 29 28..." พี่โจ้เป่านกหวีดและนับถอยหลัง
พวกผมรีบสุดชีวิตที่จะลงมาเข้าแถว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องรีบ มันเป็นเหมือนสัญชาตญานในตัวบอกว่าถ้าไม่รีบเราอาจจะได้พบเจอกับอะไรบางอย่างแน่ๆ
เพื่อนผมบางคนวิ่งลงมาจากชั้น 3 เพราะลืมของ บางคนใส่ผูกเชือกรองเท้ายังไม่เสร็จ ซึ่งถ้าดูตามเวลาแล้วไม่น่าจะทัน
" 10 9 8 7 6 5432 ...1" พี่โจ้แกล้งเร่งจังหวะทำให้พวกที่คิดว่าตัวเองทันเข้าแถวแน่กลับไม่ทัน
"คนมาช้าแยกมาหาพี่" พี่จอห์นพูดขึ้น เพื่อนที่มาช้าวิ่งคอตกไปหาแก
คนมาช้าโดนลงโทษเป็นการออกกำลังกายเล็กน้อย... เป็นดันพื้นถึง 30 ครั้ง!
แม้เป็นจำนวนครั้งที่ไม่มากสำหรับบางคน แต่ถ้าหากเป็นคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายบ่อยๆละก็รับรองว่ามีปวดแขน
พี่โจ้และพี่จอห์นนำเราไปออกกำลังกายที่โรงเรียนใกล้ๆแห่งหนึ่ง ที่นี่มีสนามฟุตบอล และลานออกกำลังกายเล็กๆ แกเริ่มนำยืดกล้ามเนื้อและวิ่งวอร์ม การวิ่งวอร์มของแกนั้นทำให้เราแปลกใจมาก ความเร็วช้าๆของพี่โจ้และพี่จอห์น คือความเร็วที่พวกเราตามไม่ทันจริงๆ เมื่อครบหนึ่งรอบสนามมันทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยแทบขาดใจ
"วันนี้เราจะวิ่งกัน 5 รอบ" พี่โจ้ตะโกนบอกจากหัวแถว
5 รอบ!? บ้าไปแล้วววว! พวกผมร้องโอดครวญ นี่มันเป็นการทรมานร่างกายชัดๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้าขัดพี่โจ้ พี่จอห์นยิ้มเล็กๆเหมือนกับรู้ว่าพี่โจ้กำลังจะแกล้งน้อง
เมื่อพวกเราวิ่งไปได้ถึง 3 รอบหลายคนก็เริ่มออกอาการ บางคนไม่ไหวก็เริ่มที่จ้าวิ่งช้าลงไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็เดิน ผมเองก็เช่นกันเมื่อไปถึงรอบที่ 4 ผมก็เริ่มเดินแล้ว เพราะไม่ไหวจริงๆ
"ใครยังวิ่งไม่ครบ วิ่งให้ครบ!" พี่โจ้ตะโกนบอกหลังจากที่ครบ 5 รอบ ผมหายใจถี่มากๆ เหมือนคนทีี่ออกกำลังกายไปอย่างหนัก ทั้งที่จริงแล้วเพิ่งวิ่งไป ไม่ถึง 15 นาทีเลยด้วยซ้ำ
พอใกล้ถึงจุดที่พี๋โจ้และพี่จอห์นยืนอยู่ผมเริ่มวิ่งอีกครั้งเพื่อที่จะได้พักเร็วๆ ผมวิ่งจนขาเริ่มรู้สึกว่ามันจะไม่ไหวแล้วเมื่อพ้นจุดที่พี่โจ้และพี่จอห์นยืนอยู่ ผมพักหายใจเฮือกใหญ่ และเดินวนไปรอบๆเพื่อไม่ให้ตัวเองหน้ามืด
"ไหวไหมเพื่อน" ขวัญเข้ามาถามผม
"เกือบจะเป็นลม... แต่ ขวัญ มึงสุดยอดเลยวะตามพวกพี่ๆเขาทันได้ยังไง" ผมเอ่ยปากชมขวัญผู้เป็นหนึ่งในคนที่วิ่งตามติดพี่โจ้และพี่จอห์นได้ตลอด
"ปกติกูวิ่งทุกวัน แต่ว่าหลังๆมันใกล้จะสอบแล้วเลยหยุดไปอ่านหนังสือเฉยๆ" ขวัญตอบผมเสียงเรียบ
เมื่อทุกคนวิ่งจนครบ พวกพี่โจ้และพี่จอห์นเรียกให้ผมรวมแถวอีกครั้งและออกกำลังกายในท่าอยู่กับที่โดยสอนถึงการนับจังหวะการออกกำลังกายแบบทหาร-ตำรวจ ซึ่งจังหวะจะนับเป็น
"1 2 3 - 1 , 1 2 3 - 2 , 1 2 3 -..."
นับเป็นรอบวนไปเรื่อยๆจนถึงจำนวนรอบที่สั่ง ซึ่งเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ผมได้เรียนรู้ มันทำให้ท่าทางการออกกำลังกายแบ่งเป็นขั้นตอนที่ง่ายมากๆ และไม่ต้องใช้สมองมากในการจำ แต่มันก็มีบางท่าที่ไม่รู้ว่าจะนับเป็นรอบไปเพื่ออะไร อย่างเช่นท่าดันพื้น หรือท่ากระโดดตบ ที่สั่งเป็นครั้งก็น่าจะเข้าใจง่ายกว่า
สิ่งเดียวที่ผมสามารถนิยามคำว่านักเรียนนายร้อยได้ในตอนนี้คือ "ควายถึก" จริงๆแล้วผมก็ไม่ได้นิยามเองหรอก ผมฟังมาจากน้าอีกทีว่า ถ้าผมสอบเข้าไปอยู่ในโรงเรียนนายร้อยได้แล้ว โรงเรียนเขาจะเปลี่ยนให้เราเป็นคนที่แข็งแรงจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่า "แข็งแรงเป็นควายถึก" ทีแรกผมก็ผมก็ไม่รู้หรอกนะไอ้คำว่าควายถึกนี่มันจะเป็นยังไง แต่คนสองคนที่อยู่ตรงหน้าผมก็แสดงให้ผมเห็นถึงนิยามคำว่า "ควายถึก" ได้อย่างชัดเจน การไม่แสดงอาการเหนื่อยหรืออะไรให้เห็นเลย เหงื่อที่ออกน้อยเสียจนแทบไม่มี จังหวะการหายใจที่สบายๆ ต่างกับพวกผมที่หายใจกันถี่ระรัว แถมเหงื่อที่มันไหลชุ่มไปจนถึงกางเกงแล้วในตอนนี้
"พักได้"
พวกผมทรุดตัวนั่งหายใจแรงบนลานออกกำลังกายนั้น การออกกำลังกายแบบนี้มันทรมานร่างกายมากเสียจริงๆ
แต่เวลาในการพักของเรามีไม่มาก หลังจากนั้น พี่โจ้และพี่จอห์น ก็ให้ฝึกวิ่งกลับตัวต่อคนละรอบ
"วันนี้เหนื่อยมามากพอแล้ว เดียวพี่จะแนะนำการฝึกอย่างหนึ่งที่เราขาดไปไม่ได้ คืิอ การดึงข้อ" พี่โจ้พูดพร้อมกับเดินไปที่ราวดึงข้อ
"การดึงข้อนั้น คนส่วนใหญ่มักจะตกเพราะไม่เคยฝึกฝน ไม่มีทางลัดสำหรับเรื่องนี้ การดันพื้นก็ไม่ได้ช่วยอะไร แรงจะถูกส่งมาจากกล้ามเนื้อส่วนหลัง " พี่โจ้พูดพร้อมกับเริ่มห้อยตัวลงมาจากราวดึงข้อ
"การสอบจะใช้วิธีการจับแบบคว่ำมือ ดังนั้นมันจึงยากกว่าการดึงราวแบบหงายมือ เมื่อปล่อยลำตัวให้นิ่งแล้วกรรมการจึงจะให้เราดึงตัวขึ้น เมื่อคางของเราพ้นจากราวจึงจะนับ 1 " พี่โจ้พูดพร้อมกับดันตัวขึ้นและทำค้างไว้ให้ดู
"ทริคเล็กๆ คือเราอาจจะสามารถใช้แรงในจังหวะที่ลงมาช่วยส่งให้เราขึ้นอีกครั้งได้ หรือที่เรียกว่าโยก" พี่โจ้ทิ้งตัวลงมาพร้อมกลับโยกเด้งขึ้นไปใหม่
"แต่ถ้าเจอกรรมการที่เขี้ยวมากๆ เขาอาจจะไม่นับให้เราเลยก็ได้ ถ้าหากเราโยกตัวช่วย ซึ่งท่าทางที่ถูกต้องจริงๆแล้ว คือการลงมาทำให้แขนตึงเหมือนเดิมจึงจะเป็นท่าที่สมบูรณ์" พี่โจ้ดึงตัวขึ้นไปใหม่และทำท่าที่ถูกต้องให้พวกเราดูเกือบ 20 ครั้งติดต่อกัน
"ต่อไปให้ทุกคนมาลอง"
พวกผมเรียงแถวเข้าไปทำกัน เมื่อได้ทำแล้วจึงรู้เลยว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่จะดึงขึ้นสักครั้ง เพื่อนหลายคนพยายามที่จะทำแต่ก็ทำไม่ได้ นั่นยิ่งแสดงให้เห็นว่า พี่โจ้นั้นแข็งแรงมาก!
เมื่อถึงคิวผม ผมคิดในใจว่าอย่างน้อยน่าจะได้ ซัก 5 ครั้ง ถึงแม้ว่าผมจะไม่เคยทำมาก่อน แต่ก็คิดว่าน่าจะได้ ผมกระโดดขึ้นราวแล้วปล่อยตัวลงมา เพียงแค่ทิ้งตัวลงมาเท่านั้นแหละ
ได้ 1 ครั้ง ก็ถือว่าเยอะเกินไปแล้ว (โว้ยยย)
ผมพยายามดันตัวขึ้นแต่มันไม่ประสบผลความสำเร็จเลยสักนิด แต่ผมยังไม่แรงที่จะห้อยตัวอยู่
ฮึ่บบบบบ...บบ...บบ... บ
ผมฮึบอยู่หลายเฮือกจนพี่โจ้เห็นว่าผมมีความพยายาม จึงให้เพื่อนผมมาคอยพยุงที่ขา
"จริงๆแล้ว ถ้าเริ่มฝึกจะให้เพื่อนช่วยพยุงขาให้ก็ได้ หรือจะเริ่มจากโหนราวเอาไว้เฉยๆก็ได้" แกหันมาบอกพวกเพื่อนๆของผม
"เอ้า สู้เขาไอ้อ้วน!" พี่โจ้ไม่พูดเปล่า พร้อมตีเข้าที่ท้องอย่างแรง ผมหล่นลงเพราะแรงตีนั้น พี่โจ้และพี่จอห์นยืนขำที่ได้แกล้งน้อง ส่วนผมก็อยากจะฮานะ แต่ปวดแขนไปหมดแล้วตอนนี้
"คะแนนสอบการดึงข้อจำเป็นอย่างมาก หลายคนพลาดเพราะดึงข้อไม่ขึ้นทำให้เสียโอกาสในคะแนนพละไป"พี่โจ้พูดทิ้งท้าย
หลังจากกลับมาจากคาบชั่วโมงพละอันสุดแสนหฤโหด ข้าวเย็นในวันนั้นหมดเยอะกว่าปกติ พวกเรากินข้าวกันไม่ต่ำกว่าสองจาน เพราะพลังงานที่เสียไปเยอะมาก ทำเอาชั่วโมงเรียนกลางคืนของผมเรียนไม่รู้เรื่องเลย
ผมโทรหาดาวบอกว่าวันนี้เหนื่อยมากและเล่าเรื่องพี่โจ้และพี่จอห์นให้ฟังแบบตลกๆ วันนี้ผมบอกฝันดีเธอเร็วกว่าปกติเพราะพลังงานของผมนั้นใกล้จะหมดลงแล้ว...
...ฝันดีนะ...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น