วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559

ตอนที่ 4 : เราหลงลืมอะไรบางอย่าง

น้าผมหน้าบานไปตลอดทั้งวัน เพราะแกเชื่อว่าผมจะต้องทำให้ชื่อเสียงค่ายติวแกดีขึ้นได้แน่ๆ ถ้ามองจากคะแนนสอบเพียว ๆ ผมถือว่าอยู่อันดับต้นๆของหลาย ๆ ค่ายเลยด้วยซ้ำ
เรื่องที่ผมเป็นที่ 1 ค่ายขึ้นแซงเพื่อนที่ได้ที่ 1 คนเก่าไปอย่างไม่เห็นฝุ่น เป็นผลดีต่อผมอย่างมาก ไม่ได้มีเพื่อนคนไหนอิจฉาที่ผมได้ดีกว่า แต่มันกลายเป็นว่าผมทำให้ทุกคนต้องกระตุ้นตัวเองเพิ่มมากขึ้น
...เพราะผมบอกเพื่อนเสมอว่า ผมไม่ได้อ่านหนังสืออะไรเลย และยังมีคนข้างนอกที่เก่งกว่าผมเยอะแยะไป...
การที่ผมสอบได้ที่ 1 ทำให้ผมต้องคอยสอนเพื่อนอยู่ตลอดเวลา นั่นทำให้ช่วงเวลาพักของผมหายไป แต่มันก็ทำให้ผมทบทวนบทเรียนและถกข้อสงสัยกับเพื่อนตลอดเวลา
เวลายามว่างๆผมก็มักจะส่งข้อความหรือโทรหาดาวอยู่เสมอโดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืนผมมักจะโทรหาเธอจนดึก หลายครั้งที่มักจะมีเสียงจากอีกฝั่งลอยมาว่า
"ค่าโทรศัพท์เป็นพันแล้วมั้งลูก" เสียงแม่ของดาวนั่นเอง
ผมยอมรับเลยว่าช่วงนั้นโลกของผมมันเป็นสีชมพูจริงๆ ไม่ว่าเวลาไหน... ไม่ว่าจะทำอะไร... ผมมักจะนึกถึงหน้าดาวอยู่เสมอๆ
ผมชอบถามว่าเธอทำอะไร กินข้าวรึยัง เหนื่อยรึเปล่า หิวไหม? บางครั้งก็ส่งมุขเสี่ยว ๆ ไปให้เธออมยิ้มเล่นบ้าง
ส่งพิชช่าหน้าความรัก ♡
สลัดผักแทนความคิดถึง ~
เฟรนฟรายแทนความคำนึง
ให้เธอซึ้งถึงคำว่าห่วงใย.
^_^
พิมพ์ไปก็ขำไปไม่นึกว่าตัวเองจะเสี่ยวได้ขนาดนี้ ฮ่า ๆ แถมค่าส่ง sms แพงกว่าการโทรคุยกันเสียอีก แต่มันก็ให้อารมณ์อีกแบบหนึ่งที่การโทรหากันให้ไม่ได้
เมื่อถึงเวลาหลังจากเลิกเรียนช่วงภาคค่ำหลายคนมักจะอ่านหนังสือกันโดยเฉพาะเพื่อนผมคนหนึ่งชื่อ "ขวัญ"
ขวัญซึ่งเป็นผู้สอบได้เป็นที่ 4 ของค่ายในขณะนั้น ภาพที่ผมเห็นเป็นประจำคือ ขวัญมักจะหาที่นั่งเงียบๆเพื่ออ่านหนังสือคนเดียว ขวัญเป็นคนเก่งแต่ด้วยบรรยากาศแปลกๆ มักจะทำให้ไม่ค่อยมีใครเข้าหา แต่เมื่อไหร่ที่ได้คุยด้วยแล้วจะรู้เลยว่า ขวัญเป็นคนที่อัธยาศัยดีมากคนหนึ่ง
"ไม่ออกไปวิ่งเล่นเตะบอลกันซักหน่อยหรอเพื่อน?" ผมเอ่ยปากชวนขวัญในช่วงเย็นซึ่งเป็นคาบพละ ซึ่งถ้าวันไหนไม่มีครูมาสอนว่ายน้ำหรือพาวิ่ง พวกผมและเพื่อนๆก็จะออกไปเตะบอลกัน
"ไม่หละ เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงเวลาสอบแล้ว ยังมีหลายอย่างที่ไม่เข้าใจอยู่เลย" ขวัญบอกผม
ผมซึ่งเป็นพวกไม่ขัดศรัทธาใครอยู่แล้ว ก็เลยออกไปเตะบอลกับเพื่อนๆ ในใจผมก็คิดนะว่าบางทีผมก็ควรที่จะทำอย่างขวัญบ้าง ถึงแม้ว่าผมจะมีความรู้อยู่ในระดับหนึ่ง แต่ผมก็ไม่ได้รู้ไปทุกๆอย่าง ถ้าอะไรไม่มีเคยมีอยู่ในข้อสอบเก่าๆ ผมก็คงบี้บอดใบ้ ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่เดาคำตอบลูกเดียว
แต่ก็ไม่เห็นเป็นไรคะแนนของผมก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าจะสอบติด และผมก็ยังไม่ได้เทใจที่จะเป็นทหารอย่างเต็มตัว ผิดกับเพื่อนที่ค่ายแห่งนี้ที่พวกเขามากันด้วยความมุ่งมั่นที่อยากจะเป็น
ผมเคยถามเพื่อน ๆ ว่าทำไมถึงอยากเป็นกันจังวะ? นักเรียนนายร้อย
ผมก็ได้มาหลายคำตอบเลยบางอันมันก็ดูไร้สาระหน่อย เช่น มันเท่ หล่อ ดูดี เป็นแล้วสาวกรี๊ด
หรือถ้าคำตอบที่ดูดีหน่อยก็ตัวอย่างเช่น เป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็ก อยากให้พ่อแม่สบาย อยากจบแล้วมีงานทำ เป็นงานที่มีเกียรติเป็นอาชีพที่มั่นคง เป็นต้น
แต่ก็มีเพื่อนบางคนเหมือนกันที่พ่อแม่บังคับให้มาสอบ ใจมันก็ไม่อยากจะเป็น ผมก็แนะนำไปซะดิบดีเลยว่า
"มึงก็กามั่วซิวะ จะไปยากอะไร"
ผมแนะนำไปแบบนั้นจริงๆ เพราะผมคิดเสมอว่า
คนเราถ้าไม่ได้เป็นหรือไม่ได้ทำในสิ่งที่ชอบ เราก็จะทำสิ่งนั้นได้ไม่ดีที่สุด
พอกลางคืนผมก็ทำตัวเหมือนเช่นเคยใช้เวลาว่างกับดาวคุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อย
"เตรียมตัวไปถึงไหนแล้วหละ สอบนายร้อยนะ"
"ก็เรื่อย ๆ นะ ก็อ่านทบทวนบ้าง แต่ตอนนี้คะแนนเค้าอยู่ในเกณฑ์ที่โอเคอะ " ผมคุยอวดเล่าเรื่องที่ผมมาเป็นที่ 1 ค่ายได้ทั้งๆที่คนอื่นติวกันมานานแล้ว
"อย่าได้ใจเกินไปละ อ่านหนังสือด้วยนะ... แล้วกล้าจะได้สอบโรงเรียน "ต"  ไหมเนี่ย? มันไม่ชนวันหรอ?"
"เออ แหะ"
ลืมไปเลย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น