ผมตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่พร้อมกับอาการปวดเมื่อยไปทั้งตัว ผมไม่นึกเลยว่าการออกกำลังกายเมื่อวานจะทำให้ผมบาดเจ็บได้ถึงขนาดนี้ เพื่อนผมหลายคนเดินขากะเผลกลงมาจากบันได พอมาอยู่รวมๆกันเยอะๆเข้า ก็ไม่ต่างอะไรไปกับพวกเหล่าซอมบี้
"ภาวนาให้เย็นนี้ไม่เจอคาบพละกับพี่โจ้พี่จอห์นวะ กูไม่ไหวแล้วปวดตัวมาก" เพื่อนผมคนหนึ่งพูดขึ้นระหว่างรออาบน้ำ ซึ่งห้องน้ำมีห้องเดียวในชั้นล่าง ส่วนชั้นบนคนจองต่อคิวกันเยอะแล้ว
"นั่นซิวะ มันโหดเกินไปวะ ดูดิขาเขอกูพังหมดแล้ว เดินยังกับซอมบี้ ขึ้นบันไดทีแทบคลาน" เพื่อนอีกคนเสริม
หลังจากนั้นก็เสริมกันรัวๆ ต่างคนต่างเมาท์นินทาพี่โจ้และพี่จอห์นไปเรื่อย ระหว่างรออาบน้ำ เพื่อนคนหนึ่งทนไม่ไหวจึงไปเคาะประตูถาม
"เห้ย มึงใครวะ!? อาบน้ำนานชิบหาย คนเขารออยู่นะโว้ย!"
...
คนในห้องน้ำรีบเก็บของและเสียงปลดล็อคกลอนที่เหมือนเสียงสวรรค์ของพวกผมก็ได้ดังขึ้น
ประตูสวรรค์ค่อยๆเปิดออก...แต่ทว่าคนที่ก้าวออกมาจากประตูนั้นกลับกลายเป็นพญามัจจุราช
"ชิบหายละมึง!"
พวกผมอุทานกันเบาๆ บุคคลที่อยู่ตรงหน้าคือพี่โจ้ที่พวกผมนินทากันอย่างสนุกปากไปเมื่อสักครู่
"เย็นนี้พวกคุณเจอผมเหมือนเดิมไม่ต้องห่วง"
พี่โจ้กล่าวสั้นๆ แต่นั่นทำให้พวกผมถึงกลับสะท้าน ใจพวกผมหล่นไปถึงตาตุ่ม หายนะกำลังมาเยือนชาวค่าย แกเช็ดผมที่ยังเปียกอยู่ กวาดสายตามองพวกผมทุกคนและเดินออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เย็นวันนั้นพวกผมมีรถมารับพิเศษของทางค่ายเพื่อที่จะไปเยี่ยมชมโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า(จปร.) หรือโรงเรียนของเหล่าทหารบก และหลังจากเที่ยวชมโรงเรียนนายร้อยเสร็จก็จะมีคาบพละบริเวณภายในสนามกีฬาด้วย
ผมรีบวิ่งขึ้นไปที่รถบัสขนาดเล็กเลือกที่นั่งเหมาะๆก่อนเป็นคนแรกถึงแม้ว่ารถจะดูเก่าๆและไม่มีแอร์ แต่การได้นั่งกินลมเย็นๆนี่แหละฟินที่สุด!
ทุกคนมาขึ้นมานั่งกันครบ ต่างก็มีแต่เสียงหัวเราะและความตื่นเต้นที่จะได้ไปเยี่ยมชมโรงเรียนนายร้อยที่ทุกคนใฝ่ฝั่น เสียงของพวกผมดังลั่นไปทั่วรถ
จนเขาคนนั้นเดินเข้ามา...
พญามัจจุราช ตนเดิมย่างกรายขึ้นมาบนรถ ความเงียบแบบที่คนโบราณเรียกว่า "ผีผ่าน" ได้บังเกิดขึ้นในขณะนั้น ทุกสายตามองไปยังเขา
"วันนี้จะพาไปเที่ยวชมภายในโรงเรียนนายร้อยจปร. ขอให้ทุกคนปฎิบัติตัวอยู่ในความสำรวม" พี่โจ้พูดขึ้น พร้อมกับที่พี่จอห์นเดินขึ้นมา
รถเริ่มเคลื่อนออกจากค่ายติว ผมไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ที่จะถึงโรงเรียนนายร้อยจปร. แต่การได้ออกมาสูดอากาศชีวิตข้างนอกบ้าง มันก็ทำให้ผมได้ใช้ชีวิตที่ไม่จำเจ
และชีวิตที่ไม่จำเจของผมก็เริ่มขึ้น...
"ทั้งหมดฉาก!" พี๋โจ้ออกคำสั่งด้วยเสียงอันดัง ในขณะที่รถพึ่งเคลื่อนออกไปได้ยังไม่ทันพ้นปากซอย
ผมงงกับคำสั่งไม่เข้าใจคำว่า "ฉาก" คืออะไร แต่มีเพื่อนผมบางคนที่เข้าใจก็ทำท่า "ฉาก" ตามที่พี่โจ้สั่ง
"ไม่เข้าใจคำสั่งฉากกันรึไง?"
ก็ใช่นะซิ! ใครจะไปรู้ละครับ... เกิดมาเพิ่งเคยได้ยินคำสั่งนี้เป็นครั้งแรก
พี่โจ้นำเพื่อนที่เข้าใจออกมาแสดงท่าทางให้ดูหน้ารถ การฉาก หรือที่ให้เรียกเต็มๆก็คือการขัดฉาก โดยการเอาท่อนแขนสองข้างมาซ้อนทับกันโดยเอาท่อนแขนขวาทับท่อนแขนซ้าย ปลายนิ้วมืออยู่บริเวณข้อศอกของทั้ง 2 ข้าง ตั้งอยู่บริเวณแนวหัวไหล่ ห่างจากลำตัวเล็กน้อย และเมื่อได้ยินคำสั่งว่า "ฉาก" ก็ให้ยกท่อนแขนขวาในลักษณะฉากทำมุม 90 องศากับท่อนแขนซ้าย ขึ้นมาพร้อมกับตบลงไปให้เกิดเสียง เมื่อทำกันอย่างพร้อมเพรียงกันความรู้สึกของการเป็นทหารเกณฑ์ก็เริ่มเข้ามาอยู่ในหัวสมอง
นี่มันค่ายกักกันชัดๆ!
พี่โจ้ให้พวกผมนั่งฉากไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงโรงเรียนนายร้อยจปร. ซึ่งมันใช้เวลาที่นานพอสมควร เล่นเอาแขนทั้ง 2 ข้างของผมปวดระบมไม่น้อย ใครเล่าจะคิดว่าท่าง่ายๆแค่นี้ ทำค้างไว้นานๆ เมื่อยเป็นบ้า! หลายคนรวมทั้งผมแอบด่าพี่โจ้ในใจ การถูกบังคับทำในสิ่งที่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำตามนี่มันช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
แต่ก็แปลก ที่พวกเราก็ทำตาม...
รถเคลื่อนตัวจนมาถึงเป้าหมาย "โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า" สถานที่แห่งนี้นี่มันกว้างใหญ่เสียจริงๆ มองไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา ก็ยังเป็นเขตของโรงเรียนนายร้อย แถมไม่พอยังมีภูเขาเป็นแบคกราวน์ด้วยซ้ำ
หรือจะให้พูดง่ายๆก็คือ "ภูเขาทั้งลูกเป็นของโรงเรียนนายร้อย"
"ว้าววววววว" ผมและเพื่อนหลายคนร้องเป็นเสียงเดียวกัน
ที่แห่งนี้มันทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าเราหลุดเข้าไปในโลกอีกแห่งหนึ่ง มันกว้างใหญ่ อลังการ และมีมนต์สเน่ห์ โดยเฉพาะลานหน้าพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ที่ทำให้เรารู้สึกว่าโรงเรียนแห่งนี้มันยิ่งใหญ่จริงๆ
พี่โจ้และพี่จอห์นพาเข้าไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิภายในโรงเรียน เมื่อสักการะขอพรกันเสร็จ ก็พาไปออกกำลังกายที่สนามกีฬาของโรงเรียนนายร้อย จปร.
"วันนี้พี่จะมาสอนท่า นั่งพุ่งชักเท้าหลัง" พี่โจ้พูด พร้อมกับให้พี่จอห์นออกมาเป็นผู้สาธิตท่าออกกำลังกาย
ท่านั่งพุ่งชักเท้าหลังก็ไม่ได้ยากอะไรมาก แบ่งเป็น 4 จังหวะเหมือนเคย เริ่มต้นจากยืนตัวตรง และเริ่มทำในจังหวะแรกคือสองนั่งลงไปพร้อมกับเอามือทั้งสองเท้าพื้นที่ด้านหน้า จังหวะที่สองชักเท้าพุ่งออกไปด้านหลังเหมือนท่าดันพื้น จังหวะที่สามก็ชักเท้ากลับมาเหมือนจังหวะที่หนึ่ง และจังหวะที่สี่ก็ยืนขึ้นมาตัวตรง
"ไม่เห็นจะเหนื่อยเลย" ผมประเมินจากท่าทางแล้วก็ไม่เข้าใจว่าท่านี้จะไปเหนื่อยอะไร...
"สำหรับท่านั่งพุ่งชักเท้าหลังเตรียมตัว...100 รอบ" พี่โจ้สั่ง
"1... 100 รอบ!" ผมและเพื่อนทวนคำสั่งกันอย่างกระอึกกระอัก คำสั่งนี้มันบ้าชัดๆ ตั้ง 100 รอบ ในท่าเดียวมันเยอะเกินไปสำหรับใครหลายๆคน
"ปฎิบัติให้เสร็จ พี่กับพี่จอห์นออกไปวิ่ง รอบใหญ่ซักรอบ... และอย่าให้ผมรู้นะว่าใครทำไม่ครบ" พี่โจ้กล่าวทิ้งท้ายพร้อมวิ่งออกไปกับพี่จอห์น
ผมเริ่มทำกับเพื่อน แรกๆมันก็ไม่เหนื่อยเท่าไหร่หรอก แต่พอเริ่มเข้ารอบที่ 40 ขาก็เริ่มสั่นและเริ่มล้าแล้ว
...ผมกำลังทำอะไรอยู่...
...นี่มันบ้าชัดๆ...
จริงๆแล้วผมควรที่จะต้องนั่งอ่านหนังสือสอบซิ ไม่ใช่มาทรมานร่างกายอะไรแบบนี้...
"แกเอาคืนเรื่องเมื่อเช้าแน่เลยวะ" เพื่อนผมผู้อยู่ในเหตุการณ์คนหนึ่งพูดขึ้น
ผมไม่มีแม้แต่แรงที่จะพูดคำว่าเห็นด้วย อย่าว่าแต่พูดเลย... นี่เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วผมก็ไม่รู้
เพื่อนผมช่วยผลัดกันนับ อาจจะข้ามบ้างหรืออะไรบ้างเพราะแต่ละคนสภาพก็ไม่ไหวแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีบางคนที่ร่างกายยังไหว และเหมือนเคยทำและออกกำลังกายท่านี้มาก่อน จึงไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก
ส่วนผมตอนนี้ตาลายไปหมดแล้ว
พี่โจ้กับพี่จอห์นวิ่งกลับมาพอดีกับที่พวกเราทำเสร็จ มันใช้เวลาเพียงแค่ประมาณ 5 นาที แต่มันเป็น 5 นาทีที่ยาวนานมากจริงๆ
หลังจากนั้นพี่โจ้และพี่จอห์นก็นำออกกำลังกายอีกหลายๆท่า ซึ่งบอกเลยว่าผมไม่มีแรงจะทำเลยซักท่า
หลังจากที่กลับมาเรียนภาคกลางคืน ผมเพลียมากเสียจนฟังอาจารย์สอนไรู้เรื่อง
คืนนั้นผมนอนหลับเป็นตาย และภาวนาให้เรื่องร้ายๆ ไม่ต้องเกิดขึ้นอีก
จนกระทั่ง...