ผมเก็บกระเป๋าในคืนนั้น และรุ่งเช้าวันต่อมาแม่ก็พาผมดิ่งตรงไปสู่ นครนายก เพื่อไปยังค่ายติวเล็กๆของเพื่อนแม่
นั่งรถจากกรุงเทพมาหลายชั่วโมงสุดท้ายรถก็มาหยุดอยู่ที่หน้าตึกแถวแห่งหนึ่งในเมืองนครนายก ตัวตึกมีความสูง 4 ชั้น มีร้านรับซักผ้าและร้านขายขนมขนาบอยู่กัน 2 ข้าง ผมไปถึงในเวลาสาย ๆ ซึ่งเป็นช่วงพักของนักเรียนพอดี เด็กที่ค่ายหลายคนออกมาดูหน้าผม
..ความรู้สึกในตอนนั้นของผมราวกับว่าพวกเขากำลังมองดูคู่ต่อสู้รายใหม่ที่กำลังก้าวเข้ามาในค่ายแห่งนี้..
ผมสวัสดีคุณน้าซึ่งเป็นเพื่อนแม่ของผม พวกเรานั่งคุยกันอยู่ซักพักถึงเรื่องรายละเอียดในการเข้าค่ายติว ซึ่งส่วนใหญ่แม่ผมเป็นคนเป็นคนคุยเสียมากกว่า ส่วนตัวผมนั่งหยิบใบโบรชัวร์ของทางค่ายมาอ่านเล่นพร้อมตอบคำถามที่น้าถามมาไปพลางๆ
เป็นเรื่องแปลกมากที่โดยปกตินั้นการเรียนพิเศษมีพวกคอร์สแบบยาวก็จริงแต่ผมไม่เคยได้ยินการมาติวแบบกินนอนขนาดนี้ ผมเกิดคำถามขึ้นในใจว่า
"มันต้องทุ่มเทขนาดนั้นเลยหรอ?"
เพราะถ้าเทียบกับโรงเรียน "ต" และ "ม" นั้นอัตราการแข่งขันซึ่งมีสูงกว่ามากเนื่องจากรวมผู้หญิงเข้าสอบด้วย ผิดกับโรงเรียนนายร้อยซึ่งมีแต่เฉพาะผู้ชายเข้าแข่งขันกันสอบ และที่สำคัญ "คอร์สกินนอนไม่ใช่ถูกๆ"
เมื่อคุยเรื่องจิปาถะเสร็จแล้ว คุณน้าพาผมไปแนะนำสถานที่ในแต่ละชั้น ชั้นแรกนั้นเป็นที่สำหรับนั่งกินข้าวกัน ชั้นที่สองเป็นห้องเรียนเล็กๆ จุได้ 30-40 คน ชั้นที่สามเป็นห้องนอนแต่ว่าเต็มแล้ว และชั้นที่สี่ที่ผมอยู่ก็เป็นห้องนอนเช่นกัน
ผมวางกระเป๋าสัมภาระลง แม้ว่าผมจะเคยเข้าค่ายยาวๆมาหลายครั้ง แต่สิ่งที่ยากในการอยู่ค่ายก็คือ การหาเพื่อนใหม่
เด็กค่ายที่นี่มีด้วยกันรวมผมแล้วก็เป็น 29 คน ถือว่าคนเยอะพอสมควรสำหรับค่ายเล็กๆ เพราะจำนวนคนที่มากก็จะทำให้อาจารย์ที่สอนพิเศษเข้าถึงได้ยาก และนั่นจะทำให้นักเรียนในสังกัดสอบไม่ติด ซึ่งไม่เป็นผลดีแก่ค่ายติวเลยในทางชื่อเสียง ดังนั้น 29 คนต่อ 1 ห้องเรียน ผมถือว่า นั่นเยอะพอสมควร
เมื่อเก็บของเสร็จแม่ผมก็กลับบ้านเพื่อไปทำงานต่อ ผมโบกมือลาแม่ แม้จะไม่ใช่ลูกแหง่แต่ด้วยวัย มันก็น่าใจหายแปลกๆ แม่เองก็คงไม่ต่างกัน
ผมยังไม่ทันได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ คุณน้าก็พาผมไปทดสอบความรู้ที่มีโดยให้ข้อสอบเก่าที่เคยใช้ในการทดสอบเด็กๆในค่าย โดยทดสอบและมีคะแนนเหมือนจริงเท่ากับการสอบนายร้อย คือ 700 คะแนนเต็ม
ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้หยิบหนังสือมานานแต่ก็ใช่ว่าจะลืม ประกอบกับผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่ากับการเล่นไปวันๆของผม มันทำให้ผมอยู่ที่เท่าไหร่ของค่าย? และมันทำให้ผมอยู่ที่เท่าไหร่ในเพื่อนๆวัยเดียวกัน?
ผมรับข้อสอบมาและเปิดผ่านๆ เพื่อวิเคราะห์ว่ามควรเริ่มทำจากข้อไหนก่อน นาฬิกาสอบเริ่มเดิม แม้จะไม่ใช่การทดสอบที่จริงจังแต่ก็เป็นการทดสอบเพื่อวัดระดับความสามารถของตัวผมเอง
ผมวิเคราะห์แล้วว่า...
"ข้อสอบพวกนี้...เคยทำมาหมดแล้วนี่หว่า!"
เพราะมันอยู่ในชีทที่แม่เคยโยนให้ผมอ่าน มันเป็นข้อสอบเก่าของนายร้อย ซึ่งผมเป็นพวกที่มีความสามารถคือการจดจำข้อสอบและวิธีทำรวมถึงคำตอบที่เคยผ่านตามาได้ ไม่ใช่ว่าผมเก่งอะไรหรอก แต่ผมจำว่าข้อสอบต่าง ๆ มันมีรูปแบบ (Pattern) ที่คล้าย ๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาฟิสิกส์ที่ผมชอบ ถ้าอ่านเยอะ ๆ แล้วจะรู้เลยว่า ข้อสอบมันถามอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
ผมกาอย่างสบายใจและเสร็จก่อนเวลาด้วยซ้ำ อาจจะมีวิชาที่ผมมีปัญหาบ้างคือวิชาภาษาไทยและสังคม ซึ่งผมไม่ชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาสังคมที่ชอบถามเรื่องความรู้รอบจักรวาล ขุดคุ้ยอดีตยาวไปถึงพระเจ้าเหา ชอบถามว่าคนนู้นคนนี้ตายเมื่อปีอะไร?
"ปัดโถ่เว้ย! วันเกิดยายผม ผมยังไม่รู้เลย... แล้วทำไมผมต้องไปสนใจกับคนที่ตายไปแล้วด้วย?"
จริงอยู่ว่าผมชอบอ่านประวัติศาสตร์ ยกย่องและเชิดชูในชื่อเสียงของหลายๆท่าน แต่สิ่งที่ผมอ่านคือในเรื่องความคิดและการแก้ปัญหาของแต่ละท่าน ผมไม่สนใจหรอกว่าท่านจะเกิดและเสียชีวิตเมื่อไหร่ปีพ.ศ.อะไร นั่นเป็นเรื่องที่แย่มากในระบบการศึกษาไทยที่ทำให้เด็กนักเรียนชอบท่องจำในเรื่องไร้สาระ แทนที่จะไปจดจำสาระสำคัญในส่วนอื่นๆ
ผมทำข้อสอบและส่งให้คุณน้าตรวจ เป็นเวลาเดียวกันกับในช่วงเย็นพอดี ผมเดินออกไปบิดขี้เกียจนอกห้องและเข้าไปทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ หลายคนเข้ามาทักทายผม อยากรู้จักผมว่าผมมาจากไหน โรงเรียนอะไร ทำไมถึงพึ่งเข้ามา เพราะคงไม่มีใครบ้าถึงขนาดที่เข้ามาในช่วงโค้งสุดท้ายขนาดนี้
ผมคุยทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่อยู่ซักพัก คุณน้าเอากระดาษคำตอบเดินมาพร้อมเขียนอันดับที่อยู่บนบอร์ด ทุกคนใจจดใจจ่อไปกับกระดาษแผ่นนั้น ส่วนตัวผมเองไม่คิดอะไรมากเพราะ คิดว่ายังไงค่ายนี้ติวมาตั้งนานถึงแม้ผมจะทำคะแนนในส่วนวิทย์-คณิตได้ดี แต่วิชาไทยและสังคมกลับห่วย มันก็คงจะได้คะแนนอันดับกลางๆของค่าย
คุณน้าเอาเอาปากกาไวท์บอร์ดเขียนคะแนนผมลงบนบอร์ด
"เก่งกล้า ทำคะแนนสอบได้ 545 คะแนน เป็นอันดับที่ 1 ของค่าย"
.
.
.
...เห้ย...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น